ภาษาอื่น

Nepenthes rajah

Nepenthes rajah
หม้อล่างขนาดใหญ่ของ Nepenthes rajah.  ยอดเขากีนาบาลู, เกาะบอร์เนียว
หม้อล่างขนาดใหญ่ของ Nepenthes rajah. ยอดเขากีนาบาลู, เกาะบอร์เนียว

Nepenthes rajah (มาจากภาษามาเลย์: rajah = ราชา) เป็นพืชกินสัตว์ชนิดหนึ่งในวงศ์ Nepenthaceae เป็นพืชประจำถิ่นที่พบได้ในภูเขากีนาบาลูและภูเขา Tambuyukonที่ใกล้กันในรัฐซาบาห์, ประเทศมาเลเซีย, บนเกาะบอร์เนียว[2] N. rajah ขึ้นบนดินแบบเซอร์เพนทีน บนพื้นที่ที่มีน้ำซึมผ่าน ดินไม่แน่นนักและชื้นตลอดเวลา เหนือระดับน้ำทะเล 1500 - 2650 เมตร ด้วยเหตุนี้มันจึงถูกจัดเป็นพืชพื้นสูง (highland) N. rajah ถูกจัดให้เป็นพืชที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากถิ่นที่อยู่อาศัยโดย IUCN และอยู่ในบัญชีที่ 1 ของ ไซเตส

N. rajah ถูกพบครั้งแรกโดย Hugh Low บนภูเขากีนาบาลู ในปี ค.ศ. 1858 และถูกจัดจำแนกในปีนั้นเองโดย Joseph Dalton Hooker และตั้งชื่อตาม เจมส์ บรุค คนขาวคนแรกที่ได้ปกครองรัฐซาราวัก: (White Rajah) Hooker เรียกมันว่า "พืชที่โดดเด่นที่สุดเท่าที่มีการค้นพบมา"[3] ตั้งแต่ถูกค้นพบจนมีการปลูกเลี้ยงในปี ค.ศ. 1881 เป็นเวลายาวนาน N. rajah ที่เป็นที่ต้องการอย่างมาก เป็นพืชที่ไม่ค่อยได้เห็นนักในนักสะสมทั่วไปเพราะหายาก มีราคาแพง และต้องการการดูแลเป็นพิเศษ จนกระทั่งมีเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาถึง ราคาถึงลดลงมาอย่างมากทำให้ N. rajah แพร่กระจายได้ได้อย่างกว้างขวางในหมู่ผู้เพาะเลี้ยง

N. rajah มีหม้อที่ใหญ่มาก สามารถสูงได้ถึง 35 เซนติเมตร กว้าง 18 เซนติเมตร[4] ซึ่งสามารถจุน้ำได้ถึง 3.5 ลิตร[5] และมีน้ำย่อยถึง 2.5 ลิตรซึ่งเหลือเฟือ ทำให้มันอาจเป็นหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่ใหญ่ที่สุดในสกุล ลักษณะอื่นๆของ N. rajah ไม่ว่าจะเป็นใบ สายดิ่ง ก็พบได้น้อยมากในชนิดอื่นๆ

มีการพบซากสัตว์มีกระดูกสันหลังและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กในหม้อของ N. rajah (มีการยืนยันว่าพบหนูตกลงไปในหม้อของ N. rajah[6]) มันเป็น 1 ใน 2 ชนิดของหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่มีรายการว่าสามารถดักจับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้ตามธรรมชาติ และอีกชนิดหนึ่งก็คือ N. rafflesiana นอกจากนี้ยังมีสัตว์มีกระดูกสันหลัง, รวมถึงกบ, สัตว์เลื้อยคลาน และนกบางชนิด แต่โดยปกติแล้วอาหารของมันก็คือแมลงและมด

ถึงแม้ N. rajah จะดักและกินสัตว์หลายชนิดก็ตาม แต่ก็มีสัตว์บางชนิดที่ได้ประโยชน์จากต้นไม้นี้เป็นการพึ่งพากันทั้ง 2 ฝ่าย เหมือนเป็นสัญลักษณ์พิเศษประจำต้นไม้ เป็นสัตว์ที่ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในที่อื่นได้ หรือที่เรียกว่าสิ่งมีชีวิติที่อาศัยหม้อข้าวหม้อแกงลิง (nepenthebionts) N. rajah เองก็มีลูกน้ำ 2 ชนิดที่อาศัยอยู่ และได้ชื่อตามอนุกรมวิธาน ตามมันว่า: Culex rajah และ Toxorhynchites rajah.

ลูกผสมตามธรรมชาติของ N. rajah กับหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดอื่นในป่าสามารถแยกออกได้ง่าย ลูกผสมของมันที่ถูกบันทึกไว้บนภูเขากีนาบาลู(ยกเว้น N. lowii) โดยจะโตช้าเหมือน N. rajah ทำให้ไม่มีชนิดไหนเลียนแบบได้ในตอนนี้

เนื้อหา

[แก้] นิรุกติศาสตร์

เจมส์ บรุค ( James Brooke )
เจมส์ บรุค ( James Brooke )

Joseph Dalton Hooker พรรณนาถึง N. rajah ในปี ค.ศ. 1859, ชื่อของมันถูกตั้งเป็นเกรียติแก่เจมส์ บรุค ซึ่งเป็นคนขาวคนแรกที่ได้ปกครองรัฐซาราวัก : (White Rajah)[7] ในอดีตชื่อในภาษาละตินถูกเขียนดังนี้ Nepenthes Rajah,[3][8][9][10][11] ตั้งแต่มันมีต้นกำเนิดมาจากคำที่เกี่ยวข้องกัน นับว่าเป็นวิธีเขียนที่ผิดในปัจจุบัน Rajah Brooke's Pitcher Plant[12] ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ไม่ได้เขียนตามปกติ N. rajah ในบางครั้งก็ถูกเรียกว่า หม้อข้าวหม้อแกงลิงยักษ์แห่งมาเลเซีย (Giant Malaysian Pitcher Plant) [13] หรือเรียกทั่วไปว่า หม้อข้าวหม้อแกงลิงยักษ์ (Giant Pitcher Plant) แม้ว่าจะมีระบบการเรียกชื่อสิ่งมีชีวิตแบบทวินามแต่ก็ไม่เป็นที่นิยมในการใช้เรียกนัก คำว่า rajah ในภาษามาเลย์แปลว่า "ราชา" และก็มาจากขนาดที่ใหม่โตของมันนั่นเองจึงได้ชื่อว่า N. rajah หมายถึงว่ามันเป็น"ราชาแห่งหม้อข้าวหม้อแกงลิง"[14]

[แก้] ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

หม้อล่างและหม้อบนของต้นที่โตเต็มที่
หม้อล่างและหม้อบนของต้นที่โตเต็มที่

Nepenthes rajah ก็เหมือนกับชนิดทั่วไปในสกุลของมัน เป็นไม้เลื้อย ลำต้นทอดยาวไปบนดิน และจะยึดเกี่ยวเพื่อดึงตัวสูงขึ้น เมื่อเจอวัตถุที่สามารถค้ำจุนมันได้ ลำต้นหนา (≤30 มิลลิเมตร) อาจยาวถึง 6 เมตร แต่โดยปกติยาวประมาณ 3 เมตร[16] N. rajah ไม่สร้างไหลเหมือนชนิดอื่น แต่จะแตกกอเมื่ออายุมากขึ้น

[แก้] ใบ

ใบถูกสร้างขึ้นมาตลอดลำต้นด้วยระยะห่างที่เท่าๆกัน และยึดติดกับลำต้นไว้ด้วยก้านใบที่ยาวลู่ไปตามใบจรดสายดิ่ง (มือจับ/tendril) ปลายสายดิ่งจะมีตุ่มนิ่มๆเล็กๆ เมื่อถูกกระตุ้นทางสรีรวิทยาก็จะพัฒนาจนกลายเป็นกับดัก ด้วยเหตุนี้หม้อนั้นพัฒนามาจากใบไม่ใช่ดอกอย่างที่เข้าใจกัน มีโครงสร้างสีเขียวเหมือนกับใบไม้ทั่วไปที่เรียกว่าแผ่นใบ (lamina)

ลักษณะของโล่(หลุม)บนใบของ N. rajah
ลักษณะของโล่(หลุม)บนใบของ N. rajah

ใบของ N. rajah มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ เหมือนหนังใบพริ้วเป็นคลื่นที่ขอบใบ มีลักษณะคล้ายโล่ตรงบริเวณสายดิ่งเชื่อมต่อกับข้างใต้แผ่นใบ ก่อนที่จะถึงปลายใบ ลักษณะนี้พบใน N. rajah เด่นชัดกว่าหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดอื่น และยังพบใน N. clipeata อีกด้วย อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่ลักษณะเฉพาะที่พบใน 2 ชนิดนี้เท่านั้น ในหม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายๆชนิดที่โตเต็มที่ก็จะแสดงลักษณะนี้ออกมาเหมือนกันเพียงแต่ไม่เด่นชัดเท่าๆนั้น สายดิ่งจะเชื่อมต่อตรงจุดห่างจากปลายใบประมาณ 5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 50 เซนติเมตร[15] มีเส้นใบ 3 - 5 ยาวขนานตามยาวไปกับแผ่นใบและเส้นใบย่อยยาวไปจรดขอบใบ (margin) ใบเป็นรูปหอกยาวประมาณ 80 เซนติเมตร กว้างประมาณ 15 เซนติเมตร

[แก้] หม้อ

หม้อของหม้อข้าวหม้อแกงลิงทุกชนิดมีลักษณะพื้นฐานที่เหมือนกันคือประกอบได้ด้วยตัวหม้อ (pitcher) มีฝาหม้ออยู่ด้านบนที่คอยป้องกันน้ำฝนตกลงไปเจือจางของเหลวในหม้อ มีวงแข็งเป็นมัน หรือที่เรียกว่าปาก (peristome) ล้อมรอบทางเข้าไปสู่ตัวหม้อ (ยกเว้นหม้อบนของ N. inermis ที่ไม่มีปาก) มีปีกเป็นคู่ยาวไปตลอดด้านหน้าหม้อของหม้อล่างสันนิษฐานว่าไว้ให้แมลงไต่จากพื้นมาสู่ปากหม้อ แต่ปีกจะลดขนาดลงหรือหายไปเมื่อกลายเป็นหม้อบน สำหรับแมลงที่บินได้ที่เป็นเหยื่อหลักของหม้อบน

หม้อล่าง
หม้อล่าง

N. rajah ก็เหมือนกับชนิดอื่นๆในสกุล ที่ผลิตหม้อขึ้นมา 2 ชิด หม้อล่างก็เหมือนทั่วๆไปแต่มีขนาดใหญ่กว่า มีสีสันมากกว่า และมีรูปร่างคล้ายไข่ ในหม้อล่างสายดิ่งจะอยู่ด้านหน้าของหม้อด้านเดียวกับปากและปีก จากตัวอย่างที่เก็บได้หม้ออาจมีขนาดสูงถึง 40 เซนติเมตร จุน้ำได้ถึง 3.5 ลิตร[5] และภายในบรรจุไปด้วยน้ำย่อยถึง 2.5 ลิตร แม้ว่าจะไม่มากไปกว่า 200 มิลลิลิตร[17] หม้อล่างของ N. rajah ก็อาจจะใหญ่ที่สุดในสกุลแล้ว คู่แข่งของมันก็เห็นจะมีเพียง N. merrilliana, N. truncata และ N. rafflesiana ไจแอนท์ฟอร์มเท่านั้น หม้อจะพบวางเอนกอยู่บนพื้นไม่ก็อยู่รอบๆวัตถุที่สามารถค้ำยันมันไว้ได้ สีภายนอกของมันมีสีแดงถึงม่วง ส่วนภายในมีสีเขียวมะนาวถึงม่วง ตัดกับส่วนอื่นของต้นที่มีสีเขียวเหลือง หม้อล่างของ N. rajah สามมารถจำแนกจากหม้อของหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดอื่นบนเกาะบอร์เนียวได้ง่าย[18]

หม้อบนที่หาดูได้ยาก
หม้อบนที่หาดูได้ยาก

เมื่อต้นโตเต็มที่ก็จะสร้างหม้อบน ที่เล็กกว่ารูปกรวยและสีสันน้อยกว่าหม้อล่าง สายดิ่งจะอยู่ด้านหลังของหม้อ หม้อบนที่แท้จริงควรเป็นเช่นนั้น แต่ N. rajah กลับไม่ค่อยได้เห็นนัก เพราะลำต้นของมันไม่เคยยาวเกิน 1 - 2 เมตร ก่อนจะแห้งและกลายเป็นรากให้หน่อใหม่ที่แตกขึ้นมา[19]

เป็นเพราะหม้อล่างและหม้อบนมีความแตกต่างทางด้านรูปร่างลักษณะ ตามความสามารถที่ดึงดูดและจับเหยื่อต่างชนิดกัน มันจึงไม่มีหม้อกลาง

ปากหม้อของ N. rajah มีลักษณะพิเศษเป็นจักกว้างที่ขอบ มีแดงน่าดึงดูดใจรอบปาก มีสันแคบสั้นรูปร่างคล้ายฟันที่ปลายที่ขอบเส้นด้านในตลอดรอบปาก ปีกทั้งคู่ยาวจากสายดิ่งไปสุดใต้ปาก

ฝาหม้อของ N. rajah มีขนาดใหญ่ที่สุดในสกุล ซึ่งเป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของชนิดนี้ มีรูปไข่และมีสันหนาคล้ายกระดูกงูเรือผ่าตรงกลางยาวตลอดฝา มีเดือยเดี่ยวยื่นออกมาด้านหลังฝายาวประมาณ 20 มิลลิเมตร และไม่มีกิ่ง[4]

N. rajah มีต่อมน้ำหวานขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ทั่วทั้งหม้อ ซึ่งต่างจากชนิดอื่นๆ ทำให้ง่ายต่อการจดจำ ในผิวของหม้อ จะมีต่อมทั้งหมดอยู่ 300 - 800 ต่อม/ตารางเซนติเมตร[11]

ช่อดอกของ N. rajah
ช่อดอกของ N. rajah

[แก้] ดอก

เราสามารถจะเห็นดอกของ N. rajah ได้ตลอดทั้งปี ดอกจำนวนมากจะถูกสร้างขึ้นบนช่อดอก (inflorescences) ที่เกิดจากบริเวณส่วนยอด (apex) ของลำต้น ช่อดอกนั้นจะมีขนาดประมาณ 80 - 120 เซนติเมตร[4][5] แต่ละดอกของ N. rajah จะอยู่บนก้านดอกย่อย (ก้านคู่) หรือเป็นช่อดอกที่เรียกว่า "ช่อกระจะ ( raceme )" (ตรงข้ามกับช่อแยกแขนงที่มีก้านดอกย่อยหลายดอก) สีเหลืองออกน้ำตาล มีกลิ่นหอมแรง กลีบเลี้ยง (Sepal) เป็นรูปไข่ถึงสี่เหลี่ยมผืนผ้าและยาวน้อยกว่า 8 มิลลิเมตร[4]เหมือนหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดอื่น N. rajah เป็นต้นไม้ที่มีดอกเพศเดียวหมายความว่าแต่ละต้นออกดอกแค่เพศเดียว ฝักมีสีน้ำตาลส้ม ยาว 10 - 20 มิลลิเมตร (ดูรูป).

[แก้] ลักษณะอื่นๆ

  • ระบบรากของ N. rajah จะยาวและแผ่ขยายออกไปกว้างมาก แม้ว่ามันจะเป็นระบบรากที่ตื้นเหมือนหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดอื่นๆก็ตาม
  • ทุกส่วนของจะพบขนสีขาวเมื่อต้นไม้ยังมีอายุน้อย แต่ขนเหล่านี้จะหายไปและเปลี่ยนเป็นขนแข็ง (indumentum) แทน
  • สีของหม้อที่แห้งหรือตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์พืชที่เก็บมาจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม (ดูรูป).
  • มีความแตกต่างน้อยมากในจำนวนประชาการของ Nepenthes rajah ตามธรรมชาติ และด้วยเหตุนี้เองจึงไม่มีรูปแบบหรือความหลากหลายอื่นๆที่ถูกบันทึกไว้ ยิ่งไปกว่านั้น N. rajah ยังไม่มีชื่อวิทยาศาสตร์ใกล้เคียงกัน[20]กับหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดอื่นๆที่มีความหลากหลายอย่างยิ่ง

[แก้] เหยื่อที่จับได้

ดูเพิ่ม: Pitfall traps
สัตว์เลื้อยคลานในภาพถูกพบในหม้อที่เพิ่งเปิดฝาใหม่ๆ
สัตว์เลื้อยคลานในภาพถูกพบในหม้อที่เพิ่งเปิดฝาใหม่ๆ

Nepenthes rajah เป็นพืชกินสัตว์ที่มีเหยื่อหลายประเภท บางครั้งก็เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก มีการบันทึกไว้อย่างน้อย 2 ครั้งที่พบหนูตกลงไปในหม้อ ครั้งแรกในปี ค.ศ.1862 โดย Spenser St. John, ผู้ติดตามของ Hugh Low ในการปีนขึ้นยอดเขากีนาบาลูทั้ง 2 ครั้ง[14] ในปี ค.ศ. 1988 Anthea Phillipps และ Anthony Lamb ได้ยืนยันสิ่งที่ถูกบันทึกไว้นี้อีกครั้งด้วยการพบซากหนูอยู่ในหม้อขนาดใหญ่ของ N. rajah.[6][14] ทำให้ N. rajah เป็นที่รู้กันดีว่าบางครั้งมันสามารถดักเหยื่อที่เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กได้ รวมถึงกบ, สัตว์เลื้อยคลานและนกบางชนิด สัตว์พวกนี้ที่ตกลงไปในกับดักน่าจะเป็นสัตว์ป่วย , หาที่หลบภัย หรือกระหายน้ำจนมาดื่มน้ำจากในหม้อของ N. rajah และแน่ใจได้ว่าร่างกายคงไม่ได้อยู่ในสภาวะที่ปกติ[21] แต่แมลงและมดต่างหากที่เป็นเหยื่อหลักของมัน[17] สัตว์ขาปล้องอื่นๆเช่น ตะขาบก็มีรายงานว่าพบซากในหม้อของ N. rajah ด้วย

N. rafflesiana เป็นหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดอื่นเพียงชนิดเดียวที่มีเอกสารยืนยันว่าสามารถจับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในถิ่นอาศัยตามธรรมชาติเป็นอาหารได้ ในบรูไน, กบ, ตุ๊กแก และ จิ้งเหลนก็ได้ถูกพบซากในหม้อของหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดนี้เหมือนกัน[22][21] แม้แต่หนูก็เคยมีรายงานบันทึกไว้[23]

ในวันที่ 29 กันยายน ปี ค.ศ.2006 ที่ Jardin botanique de Lyon ในฝรั่งเศส, N. truncata ที่ได้เลี้ยงไว้ ได้พบหนูที่กำลังเน่าอืดอยู่ในหม้อ ซึ่งมีรูปถ่ายยืนยัน[24]

[แก้] ผลกระทบซึ่งกันและกันกับสัตว์

[แก้] สัตว์ที่อาศัยหม้อข้าวหม้อแกงลิง

ดูบทความหลักที่ Nepenthes infauna

ถึงแม้ว่าหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะมีชื่อเสียงทางด้านดักและกินสัตว์ต่างๆเป็นอาหาร แต่หม้อของมันก็ยังสัตว์อาศัยอยู่หลายชนิดหรือที่รู้จักกันในชื่อสัตว์อิงอาศัย (Fauna animals) รวมถึงแมลงวันและตัวอ่อนริ้น, แมงมุม (โดยเฉพาะแมงมุมปู), ไร, มด, และปูบางชนิดเช่น Geosesarma malayanum แต่ที่พบมากที่สุดคือลูกน้ำที่เป็นผู้บริโภคตัวอ่อนหรือไข่สัตว์ชนิดอื่นๆอีกหลายชนิดในการพัฒนาตัวเป็นยุงของมัน สัตว์ที่แสนพิเศษจำนวนมากนี้ไม่สามารถอยู่รอดได้ถ้าไม่มีหม้อข้าวหม้อแกงลิง พวกมันจึงได้ชื่อว่า สิ่งมีชีวิติที่อาศัยหม้อข้าวหม้อแกงลิง (nepenthebionts)[25]

ความสัมพันธ์ที่ผสมผสานระหว่างสัตว์ต่างๆเหล่านี้ยังไม่เป็นที่เข้าใจมากนัก คำถามก็คือทำไมสัตว์เหล่านี้ต้องขโมยอาหารจากหม้อข้าวหม้อแกงลิง หรือ อะไรคือผลประโยชน์ที่ยุ่งเหยิงของทั้ง 2 ฝ่าย โดยนัยยะของการอยู่ร่วมกันที่ต้องทดลองและสืบสวนและต้องอภิปรายกันต่อไป Clarke ชี้แจงว่าผู้ถูกอิงอาศัยเป็นเหมือนกับ"บ้าน"ที่ "ผู้อิงอาศัยอาศัยอยู่ ได้รับการปกป้องและอาหารจากต้นไม้ ขณะที่ผู้อิงอาศัยก็ช่วยย่อยสลายเหยื่อ และรักษาระดับแบคทีเรียให้คงที่ไว้ในระดับต่ำ" [26]

[แก้] การจำแนกชนิด

ขนาดและรูปทรงหม้อของหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะแตกต่างกันไปตามแต่ละชนิด จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าสัตว์ผู้อิงอาศัยหลายชนิดจะมีการปรับตัวเป็นพิเศษให้เข้าหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดที่อิงอาศัยอยู่ ใน N. rajah ก็ไม่เป็นข้อยกเว้น ยุง 2 ชิดที่มีชื่อตามมันว่า Culex (Culiciomyia) rajah และ Toxorhynchites (Toxorhynchites) rajah ถูกค้นพบโดย Masuhisa Tsukamoto ในปี ค.ศ. 1989 อ้างอิงจากลูกน้ำที่ถูกเก็บตัวอย่างจากในหม้อของ N. rajah บนภูเขกีนาบาลู 3 ปีก่อนหน้า[27] ทั้ง 2 ชนิดพบว่าอาศัยอยู่ร่วมกับตัวอ่อนของ Culex (Lophoceraomyia) jenseni, Uranotaenia (Pseudoficalbia) moultoni และที่ยังไม่ถูกจำแนกตามอนุกรมวิธาน, Tripteroides (Rachionotomyia) sp. No. 2 ใน C. rajah Tsukamoto บันทึกไว้ว่า

ผิวลำตัวของมันถูกปกคลุมไปด้วยโพรโทซัว Vorticella ที่ยังมีชีวิต[28]

ในปัจจุบันยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับยุงชนิดนี้ที่เป็นที่ยอมรับไม่ว่าเป็นด้านชีววิทยาเมื่อกลายเป็นยุง, ถิ่นที่อยู่, หรือความรู้ด้านแพทย์ที่สำคัญเกี่ยวกับทิศทางของโรค ซึ่งก็เหมือนกับ T. rajahที่ไม่มีความรู้ด้านชีววิทยาเลยยกเว้นแต่รู้แค่ว่าไม่เป็นพาหนะนำโรคไข้เลือดออก

ความเสียหายที่ถูกทำลายโดนศัตรูพืช
ความเสียหายที่ถูกทำลายโดนศัตรูพืช

อีกชนิดหนึ่งคือ Culex shebbearei ในอดีตมีการบันทึกว่าเป็นสัตว์ผู้อิงอาศัยใน N. rajah ถูกบันทึกครั้งแรกในปี ค.ศ. 1931 โดย F. W. Edwards[29] อ้างอิงจากการเก็บตัวอย่างของ H. M. Pendlebury ในปี ค.ศ. 1929 จากต้นไม้บนภูเขากีนาบาลู อย่างไรก็ตาม Tsukamoto มีการเขียนถึงข้อมูลใหม่ในชนิดนี้เพียงเล็กน้อย

มันดูเหมือนกันจนลงความเห็นได้ว่า C. rajah เป็นชนิดใหม่ที่ไม่มีชื่อเสียงนักและรู้จักกันในชื่อของ C. shebbearei กันมาเป็นเวลานาน มากกว่าที่จะคิดว่าเกิดมี C. shebbearei และ C. rajah n. sp. อาศัยอยู่ในหม้อของ Nepenthes rajah บนยอดเขากีนาบาลู"[28]

[แก้] ศัตรูพืช

ปฏิกิริยาต่อกันระหว่างหม้อข้าวหม้อแกงลิงและสัตว์ท้องถิ่นนั้น ไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อกันทั้งหมด บางครั้ง N. rajah ก็ถูกโจมตีโดยแมลงด้วยการกัดกินใบและอาจจะทั้งแผ่นใบเลยด้วยซ้ำ อีกทั้งลิงและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ออกหากินตอนกลางคืนบางชนิดก็ฉีกทำลายหม้อเพื่อจะดื่มน้ำที่อยู่ข้างใน[30]

[แก้] การจัดจำแนก

Regiae Clade
N. maxima N. pilosa N. clipeata
N. oblanceolata * N. burbidgeae N. truncata
N. veitchii N. rajah N. fusca
N. ephippiata N. boschiana N. stenophylla **
N. klossii N. mollis N. lowii
 * ปัจจุบันถูกพิจารณาว่ามีความคล้ายคลึงอย่างมากกับ N. maxima.
 ** Danser บันทึกว่าเป็นตัวอย่างของ N. fallax.
Distribution of the Regiae
 การกระจายตัวของ Regiae, โดย Danser (1928).
 Note: ปัจจุบันเป็นที่รู้กันว่า N. maxima หายไปจากบอร์เนียว

Nepenthes rajah ไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดอื่นเลย โดยดูได้จากหม้อที่ผิดแปลก และลักษณะรูปร่างของใบ แต่อย่างไรก็ตาม มีความพยายามที่จะพิจารณาจัดมันให้อยู่ในสกุลหม้อข้าวหม้อแกงลิง เนื่องมาจาก ความเกี่ยวเนื่องในสกุลตามหลักการอนุกรมวิธาน ที่ N. rajah มีร่วมกับชนิดอื่นๆในมัน

[แก้] ศตวรรษที่ 19

หม้อข้าวหม้อแกงลิงถูกแบ่งแยกครั้งแรกในปี ค.ศ. 1873 เมื่อ Hooker ได้เขียนถึงสกุลนี้ลงในเอกสารตีพิมพ์ของเขา โดย Hooker ได้แยก N. pervillei ออกจากชนิดอื่นบนข้อเท็จจริงที่ว่าเมล็ดของชนิดนี้ไม่มีสิ่งที่ยื่นต่อออกมาเหมือนกับที่พบชนิดอื่นๆ (คิดว่าน่าจะหมายถึง N. madagascariensis) และจัดมันให้อยู่ในสกุลย่อย Anurosperma (มาจากภาษาละติน: anuro: ปราศจากเส้นประสาท, sperma: เมล็ด) และชนิดอื่นๆอยู่ในสกุลย่อย Eunepenthes (มาจากภาษาละติน : eu: จริง; หม้อข้าวหม้อแกงลิงที่แท้จริง)

ความพยายามครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1895 โดย Günther von Mannagetta und Lërchenau Beck ในผลงานที่ชื่อ Monographische Skizze (Monographic Sketch ในภาษาเยอรมัน)[31]ของเขา Beck คง 2 สกุลย่อยที่ถูกสร้างโดย Hooker ไว้ แต่แบ่ง Eunepenthes