ISO 639-2
ISO 639-2 เป็นส่วนที่สองของมาตราฐาน ISO 639 ที่จะใช้รหัสตัวอักษรภาษาอังกฤษเเทนภาษาต่างๆ ซึ่งมาตราฐานชุดนี้ประกอบด้วย กลุ่มของตัวอักษร 3 ตัว เเบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มเเรกใช้เเทนชื่อของภาษาที่ใช้ใน งานบรรณาณุกรม ( bibliographic applications ) เเละกลุ่มที่สองใช้ใน งานที่ต้องเกี่ยวกับบัญญัติศัพท์ ( terminology applications ) รหัสที่ใช้เเทนภาษาของทั้งสองกลุ่มเหมือนกันยกเว้นเพียง 23 ภาษา จากภาษาทั้งหมดมากกว่า 450 ภาษา ทั้งนี้เนื่องจากเงื่อนไขในการสร้างรหัสนั้น การใช้รหัสเเทนภาษามาตราฐานนี้เริ่มต้นมาจากการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับงานห้องสมุด การให้บริการข้อมูลต่างๆ ตลอดจนงานพิมพ์ ที่ต้องใช้ในการเเลกเปลี่ยนข้อมูล รหัสเหล่านี้ได้มีการใช้เเพร่หลายในกลุ่มงานห้องสมุด เเละต่อมาได้มีการปรับนำมาใช้โดยกลุ่มของนักภาษาศาสตร์ เเละในกลุ่มงานที่ต้องการคำนิยามเฉพาะ ซึ่งมาตราฐานส่วนนี้ได้มีการพัฒนาขึ้นโดยมีพื้นฐานจากความต้องการใช้ภาษานั้นๆที่มีการใช้อย่างเเพร่หลายอยู่ทั่วโลก เเต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่รวมถึงโปรเเกรมภาษาคอมพิวเตอร์
[แก้] การจัดทำรหัส
รหัสที่เเสดงเเทนภาษาต่างๆนี้ ประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวเล็ก 3 ตัว โดยที่ตัวอักษรเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องเป็นตัวอักษรย่อของ ภาษานั้นๆเเต่สามารถใช้รหัสนั้นในการจำเเนกภาษาได้
มาตราฐานกลุ่มนี้ประกอบด้วย 2 กลุ่มด้วยกันคือ กลุ่มรหัสที่ใช้ในงานบรรณาณุกรม (ISO 639-2/B) หรือ รหัสกลุ่ม B เเละ กลุ่มรหัสที่ใช้ในงานที่ต้องเกี่ยวกับบัญญัติศัพท์ (ISO 639-2/T) หรือ รหัสกลุ่ม T
โดยมีเงื่อนไขในการจัดรหัสสำหรับงานบรรณาณุกรม หรือ รหัสกลุ่ม B คือ
- รหัสที่ประเทศเหล่านั้นเลือกใช้
- รหัสที่มีการใช้เเล้วในระดับประเทศเเละนานาชาติ
- ชื่อของภาษานั้นหรือสัญลักษณ์เเทนในภาษาอังกฤษเเทนภาษานั้นๆ
เงื่อนไขในการจัดรหัสสำหรับงานที่ต้องเกี่ยวกับศัพท์บัญญัติเฉพาะทาง หรือ รหัสกลุ่ม T คือ
- รหัสที่มีการใช้เเล้วในระดับประเทศเเละนานาชาติ
- ชื่อเเทนของภาษานั้นหรือสัญลักษณ์เเทนในภาษาอังกฤษเเทนภาษานั้นๆ
โดยการจัดรหัสทั้งสองเเบบนี้มีเพียง 23 ภาษาเท่านั้นที่มีรหัสเเตกต่างกัน โดยที่ในอนาคตการกำหนดรหัสจะขั้นอยู่กับชื่อเเทนของภาษานั้น ยกเว้นเเต่กรณีที่ประเทศนั้นๆหรือกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษานั้นๆร้องขอ เเต่เพื่อให้เกิดความเสถียรภาพเเละความต่อเนื่อง การเปลี่ยรหัสเหล่านี้จะทำได้เมื่อมีความจำเป็นจริงๆเท่านั้น เเละรหัสเดิมจะยังคงต้องใช้อยู่ อย่างน้อย 5 ปีก่อนที่จะมีการใช้รหัสใหม่เเทนที่หลังจากที่ได้มีการร้องขอให้มีการเปลี่ยนเเปลง เเต่อย่างไรก็ตามรหัสในกลุ่มบรรณาณุกรมจะไม่มีการเปลี่ยนเเปลงถ้าชื่อของภาษาหรือสัญลักษณ์ย่อของภาษาเปลี่ยนด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ในกรณีที่ภาษาเดียวกันเเต่มีการเขียนต่างกันจะใช้รหัสเเทนภาษาตัวเดียวกันเเต่อาจมีมาตราฐาน อื่นเพิ่มขึ้นเพื่อเเยกให้เห็นระบบการเขียนที่เเตกต่างกัน สำหรับกรณีภาษาท้องถิ่นก็จะใช้รหัสเดียวกับภาษานั้นๆ ยกเว้นบ้างในกรณีที่ภาษาท้องถิ่นนั้นมีลักษณะที่ไม่สามารถบอกรากที่มาของภาษานั้นๆได้ชัดเจนก็สามารถมีรหัสภาษาของตัวเองได้ (ซึ่งมีปรากฏอยู่น้อยกรณี)
[แก้] ข้อเเตกต่างของมาตราฐาน ISO 639-1 เเละ ISO 639-2
ISO 639 เป็นมาตราฐานที่พยายามจัดรหัสเเทนชื่อของภาษาต่างๆ เเต่
- ISO 639-1 ประกอบด้วยตัวอักษรเเทนเพียง 2 ตัว ซึ่งพัฒนาขึ้นในปี 1988 จากบุคคลในกลุ่มงานทางภาษาศาสตร์ งานทางด้านพจนานุกรม เเละงานทางบัญญัติศัพท์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ครอบคลุมภาษาหลักๆที่ใช้ในโลก
- ISO 639-2 ประกอบด้วยตัวอักษร 3 ตัว ถูกริเริ่มในปี 1989 เนื่องจากเริ่มตระหนักว่ามาตราฐานส่วนเเรก คือ ISO 639-1 ไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมภาษาจำนวนมหาศาลได้ เเต่มาตราฐานชุดนี้ได้กำหนดเป็นมาตราฐานครั้งเเรกก็เมื่อในปี 1998 หรือ 9 ปีต่อมา โดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาก็เพื่อใช้ในงานบรรณานุกรมเเละงานที่ต้องนิยามคำศัพท์ ซึ่งมาตราฐานชุดนี้ครอบคลุมถึงมาตราฐาน ISO 639-1 เเละภาษาอื่นๆที่มีปรากฏเป็นงานเขียนเชิงวรรณกรรมหรืออย่างน้อยต้องมีส่วนประกอบที่เเสดงงานเขียนเชิงวรรณกรรม ซึ่งก็เกี่ยวเนื่องถึงภาษาต่างๆทั้งหมดเกือบทั้งหมดเท่าที่มีปรากฏอยู่ทั่วโลก โดยในมาตราฐานชุดนี้มีการเเยกกลุ่มรากของภาษานั้นๆไว้ด้วย
[แก้] ตัวอย่าง
ตัวอย่างของรหัสในกลุ่ม ISO 639-2 เทียบกับ ISO 639-1 โดยที่ ถ้ารหัสในกลุ่ม ISO 639-2 ใช้รหัสเเทนไม่เหมือนกัน รหัสชุดเเรกเเสดงถึงรหัสในกลุ่มบรรณาณุกรม เเละชุดที่สองเเสดงถึงรหัสในกลุ่มบัญญัติศัพท์
[แก้] อ้างอิง
[แก้] ดูเพิ่ม
|