|
เครื่องมือภาษาอื่น
|
มารายห์ แครี
มารายห์ แครี (อังกฤษ: Mariah Carey) เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 1970 ที่ เมืองฮันติงตัน มลรัฐนิวยอร์ก เธอเป็นนักร้องและนักประพันธ์เพลงป็อปชาวอเมริกันระดับแถวหน้า โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ 90 แครีถือได้ว่าเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จที่สุดในทศวรรษดังกล่าว เนื่องจากตามรายงานของนิตยสารบิลบอร์ด และเวิร์ล มิวสิก อวอร์ดส แครีเป็นศิลปินที่มียอดขายมากที่สุดแห่งทศวรรษ[4] และในปี ค.ศ. 2008 แครีเป็นศิลปินหญิงที่มีเพลงติดอันดับในบิลบอร์ดมากที่สุด คือ 18 เพลง นอกจากนั้นยังได้รับรางวัลแกรมมี่ 5 รางวัล รางวัลอเมริกัน มิวสิก อวอร์ดส์ 8 รางวัล และรางวัลศิลปินแห่งทศวรรษจากนิตยสารบิลบอร์ดอีก 1 รางวัล[5] แนวดนตรีของแครีได้รับอิทธิพลมาจากแนวดนตรีริธึ่มแอนด์บลูส์ ป็อป กอสเปล ฮิปฮอป แดนซ์ และร็อกแอนด์โรล แนวการร้องและการแต่งเพลงของเธอเป็นไปตามความสามารถในการร้องเพลงได้กว้างถึงห้าออกเตฟ นอกจากนี้เธอยังใช้เทคนิคที่เรียกว่า "เมลิสม่า" ในการร้องเพลงอีกด้วย[6] นอกจากงานทางด้านนักร้องแครียังเป็นนักประพันธ์เพลง โปรดิวเซอร์ดนตรี ผู้กำกับมิวสิกวิดีโอ และนักแสดง นอกจากนั้น เธอยังมีส่วนช่วยเหลือองค์กรการกุศลหลาย ๆ องค์กร
[แก้] ประวัติ[แก้] ชีวิตในวัยเด็กและครอบครัว ปี 1970 ถึง 1990มารายห์ แครี เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 1970 ที่ เมืองฮันติงตัน มลรัฐนิวยอร์ก เป็นบุตรคนที่สามและคนสุดท้องของนักร้องโอเปราและนักฝึกสอนการขับร้องชาวไอริชอเมริกัน ชื่อ แพทรีเชีย ฮิกกี้ กับ วิศวกรอากาศยานชาวเวเนซูเอล่า-แอฟริกัน ชื่อ อัลเฟรด รอย แครี[7] แครีมีพี่สาวชื่อ แอลิสัน อายุมากกว่าเธอสิบปี และพี่ชายชื่อ มอร์แกน อายุมากกว่าเธอเก้าปี ชื่อของแครีนั้นไม่มีชื่อกลาง ส่วนชื่อ "มารายห์" มีที่มามาจากเพลง "(And They Call the Wind) Mariah" ในละครบรอดเวย์เรื่อง "Paint Your Wagon"[8] จากการที่แครีมีผู้ปกครองมาจากชาติพันธุ์ที่ต่างกัน ครอบครัวของเธอจึงประสบกับปัญหาทางด้านการแบ่งแยกเชื้อชาติเสมอ ตั้งแต่การโดนดูถูก เมินเฉย หรือแม้กระทั่งถูกกระทำด้วยความรุนแรง เป็นผลให้ครอบครัวของแครีต้องย้ายที่อยู่ไปรอบ ๆ กรุงนิวยอร์กบ่อย ๆ เพื่อหาที่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า ความตึงเครียดภายในครอบครัวได้ทำให้บิดามารดาของเธอหย่าร้างกันในที่สุด ซึ่งขณะนั้น แครีมีอายุได้สามขวบเท่านั้น[8] แครีและมอร์แกนอาศัยอยู่กับมารดาในขณะที่แอลิสันไปอาศัยอยู่กับผู้เป็นบิดา แครีไม่ค่อยได้ติดต่อกับบิดาของเธอเท่าใดนักยกเว้นช่วงวันหยุด แต่ก็น้อยลงเมื่อเธอมีอายุมากขึ้น แพทริเชียเลี้ยงดูแครีขณะที่เธอต้องทำงานสองถึงสามงานและก็ยังคงต้องย้ายที่อยู่อาศัยอยู่บ่อย ๆ ในเขตลองไอแลนด์[9] มารายห์ แครี เริ่มร้องเพลงเมื่ออายุได้สามขวบ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม่ของเธอเชื่อว่าเธอมีพรสวรรค์ในด้านการร้องเพลง จริง ๆ แล้วแพทริเชียชอบพาแครีไปดูการซ้อมโอเปราอยู่บ่อย ๆ แครีเริ่มแสดงต่อหน้าสาธารณชนครั้งแรกเมื่อเธออายุหกขวบและเริ่มประพันธ์เพลงครั้งแรกตอนกำลังศึกษาในชั้นประถม แครีเรียนจบจากโรงเรียนประถมโอลด์ฟิลด์และโรงเรียนมัธยมฮาร์เบอร์ฟิลด์สใน กรีนลอว์น นิวยอร์ก แต่มักจะขาดเรียนอยู่บ่อย ๆ เนื่องจากเธอพยายามจะเข้าสู่วงการบันเทิง ทำให้เธอได้ฉายาว่า "มิราจ" (ภาพลวงตา) จากเพื่อน ๆ และเป็นเรื่องแปลกที่แครีไม่เคยเข้าร่วมวงร้องเพลงประสานเสียงของโรงเรียนเลย[10] ต่อมา เธอได้รับงานเป็นนักร้องเสียงประสานให้กับ เบรนด้า เค. สตารร์ และในปี ค.ศ. 1988 ในช่วงนั้น แครีได้พบกับผู้บริหารระดับสูงจากค่ายเพลง "โคลัมเบีย" ชื่อ ทอมมี่ มอตโตล่า ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่งซึ่งเพื่อนของเธอได้นำม้วนเทปตัวอย่างที่อัดเสียงของแครีตอนร้องเพลงเอาไว้ให้กับเขา เทปม้วนนั้นถูกเปิดในงานเลี้ยงและทอมมี่ก็ประทับใจกับสิ่งที่ได้ฟังเป็นอย่างมาก เขาจึงกลับไปที่งานเลี้ยงเพื่อตามหาแครี แต่เธอก็กลับไปแล้ว แต่ในที่สุดเขาก็สามารถตามหาแครีจนพบและเซ็นสัญญาให้เข้ามาอยู่ในสังกัด[11] เหตุการณ์ที่เหมือนกับเทพนิยายเรื่องซินเดอเรลล่าเรื่องนี้ได้กลายเป็นเรื่องเล่าในวงการบันเทิงเกี่ยวกับการปรากฏตัวของแครีสู่สายตาของสาธารณะชน[12] [แก้] การประสบความสำเร็จในช่วงแรก ปี 1990 ถึง 1992แครีเริ่มอาชีพนักร้องเมื่อปี ค.ศ. 1990 ด้วยผลงานอัลบั้มชุดแรกที่มีชื่อชุดตรงกับชื่อของเธอเอง อัลบั้มนี้มีเพลงที่ติดอันดับ 1 ของตารางจัดอันดับเพลงในสหรัฐอเมริกาถึง 4 เพลง ได้แก่ เพลง "Vision Of Love", "Love Takes Time", "Someday" และ "I Don't Wanna Cry"[13] แต่อัลบั้มนี้ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จในระดับสากลเท่าที่ควร อย่างไรก็ดี ในปี ค.ศ. 1991 แครีก็ได้รับรางวัลแกรมมี่เป็นครั้งแรก กับรางวัลศิลปินป็อปฝ่ายหญิงยอดเยี่ยมและศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม[14] อัลบั้มชุดที่ 2 ที่ชื่อ Emotions ออกวางจำหน่ายในช่วงเดือนกันยายน ค.ศ. 1991 ในอัลบั้มชุดนี้มีซิงเกิ้ลเพลง "Emotions" ติดอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลานาน 3 สัปดาห์[15] จากความสำเร็จดังกล่าวนี้ ได้ทำให้เธอเป็นศิลปินคนแรกที่เปิดตัวด้วยผลงานซิงเกิ้ลติดอันดับ 1 ในบิลบอร์ดถึง 5 เพลงติดต่อกัน[16] นอกจากนั้น ในอัลบั้มนี้ยังมีเพลง "Can't Let Go" ที่หยุดอยู่ที่อันดับ 2[13] และเพลง "Make It Happen" ก็สูงสุดอันดับ 5[13] อีกด้วย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จที่ดีนักทั้งเสียงวิจารณ์และยอดขาย นิตยสารโรลลิงสโตนอธิบายไว้ว่า "เหมือนเดิม ด้วยวัตถุดิบที่น่าสนใจน้อย เพลงรักสไตล์ป็อปที่เหมือนขาดไม่ได้"[17] อัลบั้มชุดนี้ แครีได้ร่วมงานกับ โรเบิร์ต คลิวิลส์ กับ เดวิด โคลส์ จากวงซีแอนด์ซี มิวสิก แฟกทอรี และร่วมงานกับ คาโรล์ คิง นักร้อง นักประพันธ์เพลงหญิงชื่อดังในช่วงทศวรรษที่ 1970 ในเพลง "If It's Over" ด้วย[18] เธอร่วมทำงานในทุกเพลงของอัลบั้มนี้ เธอกล่าวว่า "ฉันไม่ต้องการให้ Emotions เป็นใครคนอื่นในรูปลักษณ์ของฉัน" และเสริมว่า "มันมีอะไรมากกว่าตัวฉัน ในอัลบั้มนี้"[19] ในปี ค.ศ. 1992 แครีได้แสดงคอนเสิร์ตจริงครั้งแรกกับเอ็มทีวี ในรายการ “MTV Unplugged” โดยเธอได้นำเพลงจากอัลบั้มสองชุดแรกมาเรียบเรียงใหม่ในรูปแบบที่ไม่ใช้เครื่องดนตรีไฟฟ้า และได้ร้องเพลง "I'll be there" เพลงเก่าของวงแจ็คสันไฟฟ์ ร่วมกับเทรย์ โลเรนซ์ (เพลงนี้ได้ถูกนำมาสร้างเป็นเพลงซิงเกิ้ลในภายหลัง และประสบความสำเร็จจนติดอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา[13]) เพลงที่ร้องในการแสดงสดครั้งนี้ ได้รับการบันทึกลงในอัลบั้มอีพีของเธอที่ชื่อ MTV Unplugged โดยมีเพลงทั้งหมด 7 เพลงด้วยกัน ซึ่งนิตยสารเอนเตอร์เทนเมนวีกลี ให้ความเห็นว่า "แข็งแกร่งที่สุด เป็นการบันทึกเสียงที่แท้จริงที่เธอเคยทำมา หรือการแสดงสดครั้งนี้จะช่วยให้เธอก้าวสู่การเติบโตครั้งแรก"[20] [แก้] ความสำเร็จไปทั่วโลก ปี 1993 ถึง 1996มารายห์ แครี แต่งงานกับ ทอมมี่ มอตโตล่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทโซนี่ในขณะนั้น ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1993 ที่แมนฮัตตัน สหรัฐอเมริกา[10] ต่อมาแครีออกผลงานสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ที่ชื่อว่า Music Box อัลบั้มชุดนี้มียอดขายรวมมากกว่า 10 ล้านชุด โดยที่เปิดตัวด้วยซิงเกิ้ล "Dreamlover" ที่ติดอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกานาน 8 สัปดาห์[15] และซิงเกิ้ลถัดมา เป็นเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการให้กำลังที่ชื่อ "Hero" ก็ติดอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา นาน 4 สัปดาห์[15] นิตยสารบิลบอร์ดกล่าวไว้ว่า "ช่างปวดใจเหลือเกิน ...เป็นการใช้สิ่งพื้นฐาน ง่ายๆ ของแครี เสียงของเธอช่างเป็นธรรมชาติกับเพลง"[21] แต่ทางนิตยสารไทม์กล่าวทำนองว่า "อัลบั้ม Music Box นี้ ดูทำเป็นพอพิธี และขาดความน่าหลงใหล ... แครีสามารถเป็นนักร้องเพลงป็อป-โซล ที่ดีได้ แทนการพยายามทำให้เหมือนความสามัญอย่างซาลิเอรี"[22] แครีได้ออกมาให้ความเห็นว่า "ทันทีที่คุณประสบความสำเร็จ ก็จะมีหลายๆ คนไม่ชอบอย่างนั้น ฉันทำอะไรไม่ได้จริงๆ สิ่งที่ฉันพอทำได้คือทำดนตรีในสิ่งที่ฉันเชื่อมั่น"[23] คำวิจารณ์ส่วนใหญ่จะเกิดก่อนการทัวร์ Music Box Tour ในอเมริกาเล็กน้อย[24] ส่วนซิงเกิ้ลที่ 3 เพลง "Without You" ซึ่งเป็นเพลงดังของแฮรี นิลล์สัน ที่เธอนำมาขับร้องใหม่ ก็เป็นเพลงแรกที่ไปติดอันดับ 1 ในสหราชอาณาจักรได้เป็นเพลงแรก[15] ช่วงปี ค.ศ. 1994 แครีได้ร่วมงานกับ ลูเธอร์ แวนดรอส ในอัลบั้ม Songs โดยได้นำเพลง "Endless Love" เพลงเก่าของไลโอเนล ริชชี และ ไดอาน่า รอสส์ กลับมาร้องใหม่[25] ปลายปีเดียวกันนั้น แครียังได้ออกอัลบั้มคริสต์มาสอีก 1 ชุด โดยที่เธอได้มีส่วนร่วมในการประพันธ์เพลง "All I Want For Christmas Is You" ที่อยู่ในอัลบั้มชุดนี้ด้วย ซิงเกิ้ลนี้มียอดขายเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นถึง 1.1 ล้านชุดด้วยกัน[26] และยังคงเป็นซิงเกิ้ลที่ขายดีที่สุดของเธอในญี่ปุ่นอีกด้วย เว็บไซต์ All Music Guide วิจารณ์ไว้ว่า "ทำให้ดูเหมือนอุปรากรชั้นสูงในเพลง 'O Holy Night' และทำเพลงแด๊นซ์คลับที่ดูน่ากลัวในเพลง 'Joy to the World'"[27] อัลบั้มชุดนี้ก็ถือเป็นอัลบั้มเพลงคริสต์มาสที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล[28] ในปี ค.ศ. 1995 แครีได้ออกผลงานอัลบั้ม Daydream ซึ่งอัลบั้มชุดนี้เธอผสมผสานดนตรีแนวอาร์แอนด์บี ฮิปฮอป และป็อปเข้าด้วยกัน โดยอัลบั้มนี้มีเพลง "Fantasy" เป็นซิงเกิ้ลแรก ทำงานร่วมกับ โอล' เดอร์ตี บาสตาร์ด ศิลปินฮิปฮอป แครีพูดว่าทางค่ายโคลัมเบีย ต้นสังกัด ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงในชุดนี้ "ทุกๆ คนพูดเหมือนว่า 'คุณบ้าไปแล้วเหรอ' พวกเขารู้สึกกังวลมากในการเปลี่ยนแปลงสูตรเก่า ๆ"[29] เพลงนี้ก็สามารถขึ้นอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกาทันทีในสัปดาห์แรกที่เข้าตารางอันดับเพลง[15] ซึ่งนับเป็นศิลปินหญิงคนแรกที่ทำสถิติได้เช่นนี้ และเพลงนี้ยังเป็นเพลงที่ขึ้นอันดับ 1 ในสัปดาห์แรก[30]เป็นเพลงที่ 2 ถัดจากเพลง "You Are Not Alone" ของ ไมเคิล แจ็กสัน อีกด้วย[31] ส่วนซิงเกิ้ลที่ 2 เพลง "One Sweet Day" ที่ร่วมร้องกับวงแนวดนตรีอาร์แอนด์บีที่ชื่อ บอยซ์ ทู เม็น ก็ขึ้นอันดับ 1 นานที่สุดในประวัติศาสตร์บนตารางอันดับเพลงซิงเกิ้ลในสหรัฐอเมริกา นานถึง 16 สัปดาห์[32] และซิงเกิ้ลที่ 3 "Always Be My Baby" ที่ร่วมงานกับเจอร์เมน ดูปริ สามารถขึ้นอันดับ 1[13] เช่นกัน รวมถึง มียอดการเปิดออกอากาศมากที่สุดประจำปี ค.ศ. 1996 ด้วย[33] นิตยสารบิลบอร์ด พูดว่า อัลบั้ม Daydream ได้สร้างเสียงตอบรับที่ดีที่สุดแล้ว สำหรับอาชีพนักร้อง[34] และนิวยอร์กไทม์ยังให้เป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดในปี 1995 และยังเขียนไว้ว่า " การตัดความเป็นป็อปลูกกวาดออกสู่ ความละเอียดปราณีต ... การเขียนเพลงของเธอได้ก้าวกระโดด ผลคือดูสบายขึ้น เซ็กซี่ขึ้น และดูลดความน่าเบื่อคุ้นหูออก[35] นอกจากผลงานของเธอแล้ว ในช่วงปีนี้ แครียังได้ไปร่วมประสานเสียงให้กับเพลง "Everytime I close My Eyes" ของเบบี้เฟส อีกด้วย [แก้] ความเป็นอิสระและภาพลักษณ์ใหม่ ปี 1997 ถึง 2000ในปี ค.ศ. 1997 มารายห์ แครี และทอมมี่ มอตโตล่า ก็ต้องแยกทางกัน หลังจากที่เธอต้องสร้างภาพสู่สาธารณชนว่าเธอมีความสุขในชีวิตคู่ ซึ่งแท้จริงแล้วแครีไม่มีความสุขเลย เธอถูกปฏิบัติเหมือนนกในกรงทอง เธอถูกเฝ้าดูทุกฝีก้าว ไม่มีความเป็นอิสระ จนสุดท้ายการหย่าร้างก็เกิดขึ้นในปีถัดมา[36] ในปีเดียวกันนี้ อัลบั้ม Butterfly ของเธอก็ออกวางจำหน่าย และขึ้นอันดับ 1[37] ในสัปดาห์แรกเป็นครั้งที่ 2 ภาพลักษณ์ของเธอในอัลบั้มชุดนี้เน้นไปที่ความเซ็กซี่เป็นหลัก ส่วนเพลงที่อยู่ในอัลบั้มชุด นี้แครีได้สร้างออกมาในดนตรีแนวอาร์แอนด์บีและฮิปฮอปอย่างจริงจัง อัลบั้มนี้เธออธิบายไว้ว่า ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของเธออย่างเต็มที่ ในผลงานเพลงชิ้นนี้[38] อย่างไรก็ตามเธอก็เสริมต่อว่า "ฉันไม่คิดว่า มันจะเป็นอะไรที่หลุดจากความเป็นตัวฉัน ที่เคยทำมาแต่ก่อน"[39] เว็บไซต์ LAUNCHcast วิจารณ์ไว้ว่า "นี่อาจพิสูจน์ได้ว่าแฟนเก่าแก่ อาจกระอักกระอ่วนได้" แต่ก็ชมว่า "เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้อนรับ"[40] โดยในซิงเกิ้ลเพลงแรกที่ชื่อ "Honey" เธอก็ได้ร่วมกันสร้างกับศิลปินแร็ปที่ชื่อ พัฟฟ์ แดดดี้ (ในขณะนั้น) ส่วนเพลง "My All" นั้น ก็ขึ้นสู่อันดับ 1 บนตารางอันดับเพลงซิงเกิลเป็นเพลงที่ 13[13] ส่วนเพลง "Butterfly" ที่มีเนื้อหากล่าวถึงชีวิตคู่ของเธอ กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ต่อมา แครีได้เปิดสังกัดเพลงเล็ก ๆ ชื่อเครฟ เรคคอร์ดส โดยมีศิลปินอย่าง อัลลัวร์ หรือเซเว่น ไมล์ ที่เข้ามาสังกัดกับค่ายนี้ เป็นต้น แต่สุดท้ายก็ได้ยุติกิจการไปในที่สุด ส่วนของงานเบื้องหลังนั้น ในช่วงปีนี้ เธอได้ทำหน้าที่เป็นนักประพันธ์เพลงและควบคุมการบันทึกเพลง ให้กับศิลปินคนอื่น ๆ โดยตัวอย่างงานประพันธ์เพลงของเธอนั้นได้แก่ เพลง "Head Over Heels" และ "Last Chance" ของอัลลัวร์ เพลง "Make You Happy" ของเทรย์ โลเรนซ์ (เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง หน่วยจารชนพิทักษ์จักรวาล (Men in Black)) และเพลง "Where Are You Christmas" ของเฟธ ฮิลล์ (เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง เดอะกริ๊นช์ ตัวเขียวป่วนเมือง) เป็นต้น ส่วนงานทางด้านการควบคุมการบันทึกเพลงให้ศิลปินอื่น ก็ได้แก่ เพลง "All Cried Out" ของอัลลัวร์ เพลง "After" ของวงเซเว่น ไมล์ และเพลง "Don't Go Looking For Love" ของวงบลาค เป็นต้น[41] ในปี ค.ศ. 1998 แครีก็ได้ออกอัลบั้มรวมเพลงที่ติดอันดับ 1 บนตารางอันดับเพลง โดยใช้ชื่อว่า #1s โดยมีเพลงดังอย่าง "I Still Believe" ซึ่งเป็นเพลงเก่าของเบรนด้า เค. สตารร์ ที่ได้รับความนิยมในปี ค.ศ. 1988 รวมอยู่ในนั้นด้วย (ในเวอร์ชันปี 1988 ของเพลงนี้ แครีได้มีส่วนร่วมในการร้องประสานเสียงด้วย) [42] และที่สร้างความประหลาดใจคือ เธอยังได้ร่วมร้องเพลงคู่กับวิทนีย์ ฮูสตัน ในเพลง "When You Believe" ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง เดอะ พรินซ์ ออฟ อียิปต์ (The Prince Of Egypt) โดยเพลงนี้ได้รางวัลจากการประกวดออสการ์อีกด้วย[43] นิตยสารเอ็นเอ็มอีวิจารณ์ไว้ว่า "เพลงนี้มีความ หวานอย่างไร้สาระ เหมือนเพลง 'Hero'"[44] แครียังได้มีส่วนร่วมกับงานวีเอชวัน ดีวาส์ ทางช่องวีเอชวัน โดยเป็นคอนเสิร์ตที่รวมศิลปินหญิงชื่อดังอย่าง อารีธา แฟรงคลิน, เซลิน ดิออน, กลอเรีย เอสเตฟาน, คาโรล์ คิง และชาเนีย ทเวน มาแสดงร่วมกัน นอกจากนั้น ในปีนี้ แครียังเป็นข่าวกับนักกีฬาเบสบอลทีมนิวยอร์กแยงกี้ส์ที่ชื่อ เดเรค เจเตอร์ อีกด้วย ในปี ค.ศ. 1999 แครีได้ออกอัลบั้มมาอีก 1 ชุด โดยใช้ชื่อว่า Rainbow ที่เธอทำเพลงแนวฮิปฮอปและอาร์แอนด์บี อย่างอัลบั้ม Butterfly โดยซิงเกิ้ลแรกที่ชื่อ "Hearbreaker" ได้เจย์-ซี มาร่วมร้อง ส่วนมิวสิกวิดีโอเพลงนี้มีค่าใช้จ่ายในการทำมิวสิกวิดีโอมากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ด้วยเงินลงทุน 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ[45] ซิงเกิ้ลที่ 2 "Thank God I Found You" ได้ร่วมงานกับโจ และวงไนน์ตี้เอท ดีกรีส์ เพลงนี้เป็นเพลงอันดับ 1[13] เพลงที่ 15 ในสหรัฐอเมริกาของเธอ ทางฝั่งสหราชอาณาจักร แครีได้ออกวางขายซิงเกิ้ล "Against All Odds (Take A Look At Me Now)" เพลงเก่าของฟิล คอลลินส์ ในปี ค.ศ. 1984 โดยได้ร่วมร้องกับวงบอยแบนด์ เวสท์ไลฟ์ ขึ้นอันดับ 1 ในสหราชอาณาจักร ถือเป็นเพลงอันดับ 1 ในอังกฤษเป็นเพลงที่ 2 ของเธอ ตัวอัลบั้มในสหรัฐอเมริกาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับอัลบั้มชุดก่อนๆ โดยขึ้นอันดับ 2 ในสหรัฐอเมริกา[37] สำหรับเสียงวิจารณ์ของอัลบั้ม Rainbow ซันเดย์เฮอรัลด์ พูดไว้ว่า "ก้าวเดินที่ไม่มั่นคงแต่น่าประทับใจ ระหว่างเพลงโซลบัลลาดกับการ่วมงานกับศิลปินอาร์แอนด์บีที่มีชื่อเสียง อย่างสนูป ด็อกกี้ ด็อก ,อัชเชอร์ ... เป็นอัลบั้มป็อป-โซล ที่สละสลวย"[46] นิตยสารไวบ์พูดคล้ายๆกันว่า "Rainbow จะเป็นอัลบั้มที่คงไปด้วยความเลื่อมใส ถึงแม้ว่าจะกลายเป็นอัลบั้มที่ทำยอดขายที่ต่ำที่สุดของแครี"[47] ท้ายปี นิตยสารบิลบอร์ด ได้แจกรางวัลให้กับเธอ รางวัลศิลปินแห่งทศวรรษ และแครียังได้รางวัลจากเวิลด์ มิวสิก อวอร์ดส รางวัลศิลปินหญิงที่มียอดขายมากที่สุดในสหัสวรรษ นอกจากนี้เธอยังทำสถิติเป็นศิลปินคนเดียวในประวัติศาสตร์ อันดับเพลงในนิตยสารบิลบอร์ดที่มีเพลงอันดับ 1 ทุก ๆ ปีในทศวรรษที่ 90 (ปี ค.ศ. 1990-1999) [48] นอกจากนี้แครียังได้ก้าวสู่ฐานะศิลปินแนวอาร์แอนด์บี โดยได้ทำงานกับเจย์-ซี เพลง "Things That U Do" และ "Got A Thing For You" ของดา แบรท [แก้] อุปสรรคในเรื่องส่วนตัวและอาชีพ ปี 2001 ถึง 2003หลังจากที่เธอได้รับรางวัลเวิลด์ มิวสิก อวอร์ดส แครีได้สิ้นสุดสัญญากับโซนี่และได้เซ็นสัญญากับอีเอ็มไอด้วยเงิน 70 ล้านปอนด์ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2001[49] ในช่วงนั้นร่างกายและจิตใจเธอทรุดโทรมลงมาก แครีได้ทิ้งข้อความเสียงลงเว็บไซต์ของเธอ[50] ถึงเรื่องการทำงานหนักมากของเธอในรอบหลายปี นอกจากนั้นความสัมพันธ์กับนักร้องละติน ลุยส์ มิเกลก็จบลง เธอให้สัมภาษณ์หลังจากนั้นว่า "ฉันอยู่กับคนที่ไม่รู้จักฉันจริงๆ และฉันก็ไม่สามารถจัดการเรื่องส่วนตัวได้ ทั้งให้สัมภาษณ์ทั้งวัน มีเวลานอนแค่ราว 2 ชั่วโมงเท่านั้น "[51] แครียังได้แสดงกิริยาหลุดโลกในรายการของเอ็มทีวี รายการ TRL (Total Request Live) โดยถอดเสื้อผ้าออกกลางรายการ [52] แครีได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกเป็นตัวเอกในเรื่องกึ่งอัตชีวประวัติของเธอ Glitter ภาพยนตร์ออกฉายในวันที่ 21 กันยายน หนังเรื่องนี้ถูกวิจารณ์อย่างมากและล้มเหลวในตารางอันดับภาพยนตร์ทำเงินบ็อกซ์ออฟฟิส[53] เมื่อเวอร์จิ้น เรคคอร์ดส ออกขายอัลบั้มที่ 10 ของเธอ "Glitter" แครีก็ไม่สามารถที่จะประชาสัมพันธ์อัลบั้มชุดนี้ได้เท่าที่ควรเนื่องจากเธอประสบปัญหาเรื่องสุขภาพ และการวางขายอัลบั้มในวันที่แย่ที่สุดคือ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 (วันเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน) อัลบั้มเข้าตารางอันดับที่อันดับ 7[37] ซึ่งแย่ที่สุดที่เคยทำได้ หนังสือพิมพ์เซนต์หลุยส์โพสต์-ดิสแพตช์ เขียนไว้ว่า "นี่เป็นช่วงตกต่ำที่สุดของอาชีพเธอ"[54] และนิตยสารเบล็นเดอร์เขียนไว้ว่า "หลังจากที่เธอรุ่งเรืองในอาชีพของเธอ ไม่ว่าจะเป็นยอดการเปิดทางวิทยุ แต่ตอนนี้แทบไม่เป็นเช่นนั้นเลย"[55] "Loverboy" ซิงเกิ้ลแรกในอัลบั้มนี้ขึ้นสูงสุดอันดับ 2 เนื่องจากแผนการตลาดลดราคาเหลือ 99 เซ็นต์[56] แครีได้ร้องเพลง "Hero" ในวันที่ 21 กันยายน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการหาเงินหลังเหตุการณ์วินาศกรรม 11 ก.ย.[10] และในเดือนธันวาคมเธอได้ร้องเพลงให้กับกองทัพอเมริกันก่อนไปโคโซโว หลังออกอัลบั้ม Glitter โซนี่ได้ออกอัลบั้ม Greatest Hits ก่อนช่วงคริสต์มาส อัลบั้มนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จในตารางอันดับเพลง (สูงสุดที่อันดับ 52[37]) เดือนมกราคม ค.ศ. 2002 อีเอ็มไอตัดสินใจยกเลิกสัญญากับเธอด้วยเงิน 20 ล้านปอนด์[49] เธอให้สัมภาษณ์ถึงช่วงเวลาที่อยู่กับต้นสังกัดเวอร์จิ้นว่า "เป็นสถานการณ์ที่ตึงเครียด การตัดสินใจเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์การเงิน แต่ฉันไม่ได้ตัดสินใจเพราะเกี่ยวกับเงินที่ได้ ฉันเรียนรู้บทเรียนครั้งใหญ่จากเหตุการณ์ครั้งนี้"[57]และหลังจากนั้นหนึ่งปีแครีได้เซ็นสัญญาอีกครั้งกับ “Island Records” ด้วยสัญญา 20 ล้านเหรียญและเปิดค่ายใหม่ของเธอ MonarC[58] ต่อมากรกฎาคม ปี 2002 เป็นช่วงที่พ่อของเธออัลเฟรด รอย แครีเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง[59] แครีได้ร่วมแสดงเป็นตัวประกอบในภาพยนตร์เรื่องไวส์เกิร์ลส (WiseGirls) แครี ได้ออกอัลบั้ม Charmbracelet กับสังกัดใหม่ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2002 ติดบนตารางอันดับอัลบั้มสูงสุดอันดับ 3[37] ในอัลบั้มนี้แครีได้ถ่ายทอดเพลงผ่านบทเพลงซึ่งมีความหมายกับเธอและแฟนเพลง อย่างเพลง "Through The Rain" นอกจากนั้นในอัลบั้มนี้ยังมีเพลง "Boy (I Need You)" ได้ร่วมงานกับศิลปินแนวแร็ปอย่างแคม'รอน รวมถึงได้นำเพลงเก่าของเดฟ เล็พพาร์ด ในปี 1993 นำมาทำใหม่ในเพลง "Bringin' On The Heartbreak" สำหรับเสียงวิจารณ์ในอัลบั้มชุดนี้ เดอะบอสตันโกลบ วิจารณ์ไว้ว่า "แย่ที่สุดของเธอ เผยเสียงร้องที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเสียงขึ้นลงที่เข้มแข็งหรือเสียงกระซิบที่อ่อนนุ่ม"[60] นิตยสารโรลลิงสโตน วิจารณ์ว่า "แครีต้องเน้นเพลงให้เธอให้ดูมีพละกำลังขึ้นและความกว้างของเสียงที่เธอเคยโด่งดังมาก่อน Charmbracelet เหมือนสีน้ำที่ไหลซึมออกมาจากบ่อ"[61] ในปี 2003 แครีได้ร่วมงานกับบัสตา ไรมส์ ในเพลง "I Know What You Want" เพลงนี้ขึ้นสูงสุดอันดับ 3[13] ในสหรัฐอเมริกาและบรรจุอยู่ในอัลบั้มรีมิกซ์ The Remixes ของเธอด้วย [แก้] การกลับมาของเธอ ปี 2004 ถึง 2007ในปี 2004 แครีใช้เวลาส่วนใหญ่กับการทำอัลบั้ม The Emancipation of Mimi โดยปลายปี 2004 เธอได้ร่วมงานกับจาดาคิส ในเพลง "U Make Me Wanna" ซึ่งสามารถเข้าถึง 10[13] อันดับแรกบนตารางอันดับเพลงบิลบอร์ด อาร์แอนด์บี/ฮิปฮอป ซิงเกิ้ลส์ ชาร์ท แครีได้ปฐมทัศน์เพลง "It's Like That" ที่เพียวคลับในลาสเวกัส[62] ได้รับเสียงตอบรับในทางที่ดีและเพลงนี้ก็ขึ้นสูงสุดอันดับ 16 ในตารางอันดับเพลงนิตยสารบิลบอร์ด สื่อต่าง ๆ ให้ความเห็นว่านี่คือการกลับมาของแครีในคำประกาศโดยใช้คำว่า "การกลับมาของเสียงร้อง" (The Return Of The Voice) [63] อัลบั้ม The Emancipation of Mimi เธอได้ร่วมงานกับเน็ปจูนส์ , คานยี เวสต์ รวมไปถึงเจอร์เมน ดูปริ อัลบั้มนี้ได้ขึ้นอันดับ 1 ในตารางอันดับอัลบั้มบิลบอร์ดตั้งแต่สัปดาห์แรกที่วางขาย ซิงเกิ้ลที่ 2 "We Belong Together" ได้ถูกโหมเปิดทางวิทยุจนขึ้นอันดับ 1[13] ในตารางอันดับเพลงเป็นเวลานานถึง 14 สัปดาห์ ถือเป็นเพลงอันดับ 1 ของแครีเพลงแรกในรอบ 5 ปี และเป็นหนึ่งในซิงเกิ้ลที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเธอ ซิงเกิ้ลที่ 3 "Shake It Off" ก็ยังได้รับการเปิดทางสถานีวิทยุอย่างมากจนทำให้ขึ้นสูงสุดอันดับ 2[13] ในตารางอันดับเพลงนิตยสารบิลบอร์ด อีกทั้งซิงเกิ้ลที่ 4 "Don't Forget About Us" ขึ้นอันดับ 1[13] บนตารางอันดับเพลงนิตยสารบิลบอร์ดเป็นเพลงที่ 17 ทำให้เธอมีสถิติเป็นศิลปินที่มีอันดับ 1 มากที่สุดเท่ากับเอลวิส เพรสลีย์ (รองจากวงเดอะ บีทเทิลส์ที่มีจำนวนอันดับ 1 ถึง 20 เพลง) [6] อัลบั้ม The Emancipation of Mimi ชุดนี้ก็เป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดประจำปีและได้รับ 3 รางวัลแกรมมี่ (อัลบั้มเพลงอาร์แอนด์บีร่วมสมัยยอดเยี่ยม, เพลงอาร์แอนด์บียอดเยี่ยม จากเพลง "We Belong Together", ศิลปินอาร์แอนด์บีหญิงยอดเยี่ยม) [64] และในปี 2007 แครียังได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล "ศิลปินอาร์แอนด์บีหญิงยอดเยี่ยม" และ "เพลงอาร์แอนด์บียอดเยี่ยม" อีกครั้งกับเพลง "Don't Forget About Us"[65] เดอะการ์เดียน วิจารณ์อัลบั้มชุดนี้ไว้ว่า "เยี่ยม.. ชุดนี้เน้นไปที่เพลงเมืองคนเมือง มารายห์ได้ปรับตัวได้ในรอบหลายปี"[66] ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2005 แครีได้ร่วมแสดงในงานคอนเสิร์ตไลฟ์เอทที่เวทีลอนดอน โดยร้องเพลง "Make It Happen" และ "Hero" ซึ่งร้องกับคณะประสานเสียงแอฟริกัน ชิลเดรน'ส ไควร์ และจบด้วยเพลง "We Belong Together" โดยมีเพื่อนเก่าอย่างแรนดี้ แจ็คสัน คณะกรรมการอเมริกันไอดอลมาร่วมแสดง[67] แครีได้ทัวร์คอนเสิร์ตตามเมืองต่าง ๆ ในชื่อทัวร์ว่า “The Adventures of Mimi” ช่วงซัมเมอร์ ปี 2006[68] [แก้] 2008 - ปัจจุบันช่วงกลางปี 2006 หลังจากที่ได้เริ่มทำงานสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 11[69] E=MC² ผลงานอัลบั้มชุดที่ 11 ที่ได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์อย่าง ซี. “ทริกกี้” สจ๊วต กับ เดอะ-ดรีม ก็ยังมีบรรดาโปรดิวเซอร์รับเชิญไม่ว่าจะเป็น เจอร์เมน ดูปริ ,ดีเจ ทูมป์ หรือแม้กระทั่ง วิลล์ ไอ แอม เป็นต้น กับซิงเกิลแรก "ทัชมายบอดี"[70] ที่สามารถขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ทซิงเกิ้ล 100 อันดับ ทำให้เธอมีเพลงอันดับ 1 ถึง 18 ซิงเกิ้ล แซงหน้า เอลวิส เพรสลีย์ที่มีซิงเกิ้ลอันดับ 1 อยู่ 17 ซิงเกิ้ล[71] [แก้] บทบาททางการแสดงแครีได้ก้าวเข้าสู่หนทางการเป็นนักแสดง โดยได้เริ่มเรียนการแสดงในปี 1997 ปีถัดมาเธอได้ลองทดสอบความสามารถการแสดงจนได้แสดงเป็นตัวประกอบในภาพยนตร์เรื่อง เดอะ แบชเชอเรอร์ ผู้ชายหัวใจเวอร์จิ้น (1999) นำแสดงโดย คริส โอ'ดอนเนลล์ และเรเน่ เซลเวเกอร์ โด | |||||||||||||||||||||||||||||||||||