ปฏิบัติการบาร์บารอสซา

บทความนี้ต้องการแหล่งอ้างอิงเพิ่มเติม เพื่อให้บทความน่าเชื่อถือและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
คุณสามารถช่วยพัฒนาวิกิพีเดีย โดยเพิ่มแหล่งอ้างอิงที่เหมาะสม - การอ้างอิงแหล่งที่มา วิธีการเขียน บทความคัดสรร และ นโยบายวิกิพีเดีย
ยุทธการบาร์บารอสซา
เป็นส่วนหนึ่งของ สงครามโลกครั้งที่สอง


วันที่ 22 มิถุนายน - ธันวาคม พ.ศ. 2484
สถานที่ เบลารุส, ยูเครน, รัสเซียตะวันตก
ผลการรบ ฝ่ายอักษะล้มเหลวในเชิงยุทธวิธี
ผู้ร่วมรบ
เยอรมนี
โรมาเนีย
ฟินแลนด์
อิตาลี
ฮังการี
สโลวาเกีย
สหภาพโซเวียต
ผู้บัญชาการ
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
ไอน์ แอนโตเนสคู
คาร์ล แมนเนอร์ไฮม์
เบนิโต มุสโสลินี
มิคลอส ฮอร์ธี
โยเซฟ ทิโซ
โจเซฟ สตาลิน
กำลัง
ประมาณ 3,600,000 นาย
รถถัง 3,600 คัน
เครื่องบิน 2,700 ลำ
ประมาณ 2,900,000 นาย เป็นอย่างต่ำ
รถถังประมาณ 12,000-15,000 คัน
เครื่องบิน 8,000 ลำ
ความสูญเสีย
830,903 นาย (เสียชีวิต 174,000 นาย, หายสาบสูญ 36,000 นาย, ได้รับบาดเจ็บ 604,000 นาย) ไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าสูญเสียเป็นจำนวนมาก
หรือประมาณ 3.35 ล้านนาย

ยุทธการบาร์บารอสซา (ภาษาเยอรมัน: Unternehmen Barbarossa, ภาษาอังกฤษ: Operation Barbarossa) เป็นชื่อรหัสเยอรมันสำหรับการบุกสหภาพโซเวียตระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองโดยนาซีเยอรมนี โดยยุทธการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) ยุทธการนี้ถูกตั้งชื่อตามจักรพรรดิเฟรเดอริค บาร์บารอสซาแห่งจักรวรรดิโรมันศักดิ์สิทธิ์ (หรือชาวแฟรงค์ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวเยอรมัน)

จุดมุ่งหมายดั้งเดิมของยุทธการนี้คือการพิชิตรัสเซียภูมิภาคยุโรปทั้งหมด รวมถึงยูเครน และแนวตะวันตกตั้งแต่เมืองอัคอังเกลส์ก (Arkangelsk) ที่อยู่ทางตอนเหนือของรัสเซีย ลงไปจนถึงเมืองอัสตราคาน (Astrakhan) ที่อยู่ริมสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโวลก้า โดยแนวนี้ถูกเรียกว่าแนว AA ด้วยชื่อของทั้งสองเมืองที่ขึ้นต้นด้วยอักษรโรมัน A ด้วยกันทั้งคู่ ความล้มเหลวในยุทธการบาร์บารอสซาเป็นที่ถกเถียงกันว่าเป็นสาเหตุโดยรวมที่ทำให้ประเทศนาซีเยอรมนีต้องประสบกับความพ่ายแพ้ และเป็นจุดเปลี่ยนในอาณาจักรไรช์ที่สามของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จากการเปิดการโจมตีของนาซีทำให้เกิดสมรภูมิใหม่ขึ้นมาคือแนวหน้าตะวันออก ซึ่งเป็นสมรภูมิรบที่ใหญ่ที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งประกอบไปด้วยศึกและการรบที่ใหญ่ที่สุดและโหดร้ายที่สุด ตลอดจนถึงการสูญเสียชีวิตจำนวนมหาศาลและทำให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในสถานภาพที่ย่ำแย่พอกันทั้งฝ่ายโซเวียตและฝ่ายนาซี

เนื้อหา

[แก้] เจตนาของเยอรมนี

ถ้ามองอย่างเผินๆ ต้นเหตุที่เยอรมนีประกาศสงครามกับรัสเซียและเปิดการโจมตีต่อโซเวียตก่อน เนื่องจากทางฝ่ายเยอรมันมีความกลัวว่าฝ่ายโซเวียตก็กำลังเตรียมตัวที่จะโจมตีเยอรมนีอยู่เช่นกัน อีกทั้งการเปิดการโจมตีโซเวียตก็ถูกนำเสนอโดยกองทัพนาซีว่าเป็นการเริ่มสงครามดักหน้าโซเวียตไว้ก่อน แต่ผู้อ่านหนังสืออัตชีวประวัติของฮิตเลอร์ Mein Kampf (เมียนคัมพ์; My Struggle หรือการต่อสู้ของข้าพเจ้า) ในเวลานั้นคงคาดถึงเหตุการณ์การบุกสหภาพโซเวียตของประเทศเยอรมนีภายใต้การนำของฮิตเลอร์ไว้ก่อนแล้ว เนื่องจากเขาแสดงเจตนารมณ์ไว้อย่างโจ่งแจ้งในหนังสือของเขาแล้ว โดยระบุถึงความเชื่อของเขาที่ว่าชาวเยอรมันเป็นชนที่พึงได้พื้นที่อยู่อาศัย (อาทิเช่นที่ดิน และทรัพยากรวัตถุดิบ) ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวนั้นควรเสาะแสวงหาในดินแดนตะวันออก อีกทั้งนโยบายทางการของนาซียังระบุไว้ว่าให้สังหาร, กระทำการเนรเทศ หรือจับกุมประชากรชาวรัสเซียและผู้ที่มีเชื้อสายสลาฟไปเป็นทาส เนื่องจากพวกเขาคิดว่าเผ่าพันธุ์สลาฟเป็นเผ่าพันธุ์ที่ต่ำกว่าเผ่าพันธุ์อารยันของตน และควรล้างเผ่าพันธุ์นี้ให้สิ้นแล้วแทนผืนดินที่ชาวสลาฟเคยอาศัยอยู่ด้วยผู้ที่มีเชื้อสายเยอรมัน โดยในการทำลายประชากรในเมืองทั้งเมืองนั้น จะกระทำโดยการปล่อยให้ประชากรทั้งหมดอดอาหารตาย ซึ่งการกระทำเช่นนั้นจะเป็นการสร้างแหล่งสำรองพืชผลการเกษตรให้กับชาวเยอรมัน และเพื่อเป็นพื้นที่อยู่อาศัยให้กับชาวเยอรมันชนชั้นสูง

อัลเฟรด โรเซนเบิร์ก นักอุดมการณ์นาซีนิยมชาวเยอรมัน ผู้ที่เชื่อว่าเผ่าพันธุ์สลาฟเคยเป็นชาวอารยันมาก่อน และกำลังเตรียมตัวที่จะสนับสนุนแนวคิดนี้ เสนอว่าการพิชิตดินแดนโซเวียตควรถูกปกครองโดยคณะข้าหลวงแห่งอาณาจักรหรือไรค์คอมมิสซาร์ (Commissionary of the Empire, Reichkommissariates) และแบ่งพื้นที่การปกครองดังนี้:

  • ข้าหลวงแห่งออสแลนด์ (Empire Commissionner of Ostland, Reichkommissariat Ostland) เป็นผู้ปกครองดินแดนรอบๆ ทะเลบอลติกและเบลารุส
  • ข้าหลวงแห่งยูเครน (Empire Commissionner of Ukraine, Reichkommissariat Ukraine) เป็นผู้ปกครองยูเครนและดินแดนข้างเคียง
  • ข้าหลวงแห่งคอเคซัส (Empire Commissionner of Caucasus, Reichkommissariat Kaukasus) เป็นผู้ปกครองดินแดนบริเวณเทือกเขาคอเคซัส
  • ข้าหลวงแห่งมอสโก (Empire Commissionner of Moscow, Reichkommissariat Moskau) เป็นผู้ปกครองอาณาเขตเมืองมอสโกและส่วนที่เหลือของรัสเซียภูมิภาคยุโรป

นโยบายของนาซีเล็งไปที่การทำลายสหภาพโซเวียตที่เป็นรูปธรรมทางการเมืองเพื่อที่จะสอดคล้องกับแนวคิดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ว่าด้วย พื้นที่อยู่อาศัย ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น และเพื่อผลประโยชน์ของชนชาวอารยันรุ่นหลังไปอีกหลายชั่วคน

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำสูงสุดของนาซีเยอรมนี (ฟูเรอร์, Führer) คาดหวังผลประโยชน์หลายประการที่จะได้หลังจากการพิชิต ได้แก่:

  • เมื่อสหภาพโซเวียตพ่ายแพ้แล้ว จะทำให้สามารถปลดประจำการทหารส่วนใหญ่ในทัพของตนเพื่อนำไปแก้ปัญหาการขาดแรงงานของเยอรมนีในขณะนั้น เนื่องจากเมื่อการรบสำคัญสิ้นสุดลงแล้ว จึงไม่ต้องการทหารจำนวนมากอีกต่อไป (ถ้าสหภาพโซเวียตภายแพ้ จะทำให้กำลังรบของฝ่ายสัมพันธมิตรลดลงอย่างมาก ในขณะที่สหราชอาณาจักรกำลังจะพ่ายแพ้ และคงต้องใช้เวลานานมากกว่าที่สหรัฐอเมริกาและประเทศสมาชิกฝ่ายสัมพันธมิตรอื่นๆ จะเตรียมการบุกนาซีเยอรมนีกลับได้)
  • ยูเครนจะกลายเป็นแหล่งอาหารราคาถูกที่อุดมสมบูรณ์ให้กับชาวเยอรมัน (ดินแดนยูเครนเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการเกษตรโดยเฉพาะการปลูกข้าวสาลีเป็นอย่างยิ่ง)
  • เนื่องจากสหภาพโซเวียตมีประชากรมากมาย ทำให้ฮิตเลอร์มองโซเวียตเป็นแหล่งแรงงานทาสราคาถูกซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางภูมิยุทธศาสตร์ให้กับประเทศเยอรมนีอย่างมาก
  • ความพ่ายแพ้ของสหภาพโซเวียตจะทำให้จักรวรรดิอังกฤษที่อยู่กำลังจะพ่ายแพ้อยู่แล้ว ยิ่งโดดเดี่ยวมากขึ้นไปอีก

สัญญามอโลตอฟ-ริบเบนทรอพถูกเซ็นขึ้นไม่นานก่อนการบุกประเทศโปแลนด์ของเยอรมนีและรัสเซียในปี พ.ศ. 2482 ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาว่าด้วยการไม่โจมตีต่อกันที่เกิดจากการตกลงกันอย่างลับๆ ระหว่างอาณาจักรไรค์ที่สามและสหภาพโซเวียตว่าจะทำการยึดครองและแบ่งดินแดนที่กั้นกลางระหว่างทั้งสองชาติ สัญญาดังกล่าวสร้างความแปลกใจให้กับโลกเนื่องจากความเป็นอริดั้งเดิมของทั้งสองฝ่าย รวมถึงอุดมการณ์ที่ตรงข้ามกัน (นาซีเยอรมันยึดถืออุดมการณ์ฟาสซิสต์ซึ่งปกครองด้วยบุคคลคนเดียวหรือคณะเดียว สหภาพโซเวียตยึดถืออุดมการณ์คอมมิวนิสต์ซึ่งปกครองโดยทุกคน และในทางทฤษฎีเป็นสังคมไร้ชนชั้น) อย่างไรก็ตามเมื่อสัญญาถูกเซ็นแล้ว ทั้งนาซีเยอรมนีและสหภาพโซเวียตก็กลายเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญ และมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างแน่นหนา โดยที่สหภาพโซเวียตเป็นผู้ส่งน้ำมันและวัตถุดิบต่างๆ ให้กับเยอรมัน ในขณะที่เยอรมันก็ให้เทคโนโลยีกับสหภาพโซเวียต แต่แม้ว่าสัญญาจะถูกเซ็นแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงความคลางแคลงในเจตนาของอีกฝ่าย และความเป็นอริต่อกันของทั้งสองฝ่ายก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อเกิดข้อพิพาทที่ขัดแย้งกันขึ้นในยุโรปตะวันออก จึงทำให้การปะทะกันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ฮิตเลอร์มีความต้องการที่จะเอาชนะรัสเซียตะวันตกมานานแล้ว เพื่อที่จะทำให้ประชากรเชื้อสายสลาฟเป็นชนชั้น "กึ่งมนุษย์" (subhuman, untermensch) ฉะนั้นการที่เขาตกลงที่จะเซ็นสัญญากับสหภาพโซเวียตก็เพียงเพื่อที่จะอำนวยความสะดวกให้กับตนเอง (และโซเวียต) ในระยะสั้นๆ เพื่อที่จะได้ครอบครองดินแดนเพิ่มซึ่งเป็นความประสงค์ร่วมกันระหว่างสตาลินและฮิตเลอร์ อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นก็คืออุดมการณ์ที่แตกต่างกันดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

การกระทำของสตาลินช่วงปลายทศวรรษที่ 30 (ประมาณ พ.ศ. 2470-73)เป็นเหตุให้นาซีเยอรมนีอ้างเหตุผลในการโจมตีก่อนและเชื่อว่าการบุกจะสำเร็จ ในเวลานั้น สตาลินได้สั่งการให้ประหารและคุมขังประชาชนจำนวนหลายล้านคนในเหตุการณ์การกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามครั้งใหญ่ในรัสเซีย ซึ่งผู้ที่ถูกประหารและคุมขังนั้นรวมไปถึงบุคลากรทางทหารและนักยุทธศาสตร์ที่มีความสามารถและประสบการณ์จำนวนมาก ทำให้กองทัพแดงแห่งสหภาพโซเวียตในเวลานั้นทั้งอ่อนแอและไร้ผู้นำ และความโหดร้ายดังกล่าวยังเป็นข้ออ้างให้เยอรมันโจมตีโซเวียตด้วยเหตุผลที่ถูกต้องและโฆษณาชวนเชื่อต่อประชาชนสลาฟ (ที่นาซีมองว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่ต่ำกว่า) โดยกล่าวหาโซเวียตว่าไม่มีความใส่ใจต่อประชาชนของตนเอง และมองประชาชนเป็นสิ่งที่โยนทิ้งขว้างได้

ยุทธการบาร์บารอสซาส่วนใหญ่เริ่มต้นมาจากความคิดของฮิตเลอร์คนเดียวล้วนๆ ในขณะที่บุคลากรทางทหารและสมาชิกในพรรคนาซีแนะนำว่าเขาควรที่จะจัดการกับเกาะบริเตนให้เสร็จสิ้นไปก่อน แล้วจึงค่อยเปิดการโจมตีสหภาพโซเวียตในแนวหน้าตะวันออก แต่ส่วนใหญ่เหล่านายพลของฮิตเลอร์ก็เห็นด้วยกับฮิตเลอร์ว่าการบุกโซเวียตนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะต้องเกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่ง ในตอนนั้นฮิตเลอร์พิจารณาแล้วว่าตนเองนั้นเป็นอัจฉริยะทางการทหารและการเมือง และเป็นที่แน่ชัดว่าในขณะนั้นเขาได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็วในแทบทุกประเทศที่เขาโจมตี (ยกเว้นเกาะบริเตนที่ยังสามารถยันการโจมตีของเยอรมันได้อยู่) ทั้งๆ ที่ก่อนการโจมตี โอกาสที่เขาจะชนะนั้นมีน้อยมาก อย่างไรก็ตามเขาละเลยคำแนะนำของผู้บัญชาการกองทัพเยอรมัน ซึ่งเกิดมาจากความไม่ยั้งคิดและความยินดีที่จะเสี่ยง ประสมกับระเบียบวินัยของทหารของเขาและกลยุทธบลิทซ์ครีกหรือการรบแบบสายฟ้าแลบ (Blitzkrieg) ทำให้เขาสามารถเอาชนะประเทศซูเดเทนแลนด์, ออสเตรีย และเช็คโกสโลวาเกียอย่างง่ายดาย จากนั้นเขาก็สามารถเอาชนะประเทศโปแลนด์, เดนมาร์ก และนอร์เวย์ได้โดยประสบกับปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น จากนั้นเขาก็ยังสามารถทำลายกองทัพของฝรั่งเศสได้อย่างรวดเร็วโดยการบุกผ่านลักเซมเบิร์กซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของป้อมมายิโนต์ (Maginot Line) และทำการปิดล้อมกองกำลังสัมพันธมิตร แล้วกองทัพของเขาจึงมุ่งหน้าไปทางใต้ไปยังชายแดนสวิส ต่อมากองกำลังสัมพันธมิตรสามารถโจมตีฝ่าส่วนปิดล้อมด้านเหนือออกมาได้ แต่ก็ถูกต้อนไปยังเมืองดันเคิร์ก และจนมุมโดยสิ้นเชิง จนกระทั่งกองทัพบริเตนกู้ภัยออกมาได้ ซึ่งทำให้ตอนนี้ผืนดินในภูมิภาคยุโรปตะวันตกเป็นของฮิตเลอร์โดยสิ้นเชิง แต่กองทัพของเขาไม่สามารถบุกข้ามช่องแคบอังกฤษไปยังเกาะบริเตนได้ในทันทีเนื่องจากความเหนือกว่าของอังกฤษในด้านการรบทางทะเล และมีอำนาจเท่าเทียมกันทางอากาศ ซึ่งข้อได้เปรียบดังกล่าวของอังกฤษทำให้ยังไม่ยอมจำนนโดยง่าย แม้ว่าจะต้องยันกับเยอรมัน โดยไม่สามารถตอบโต้กลับได้ก็ตาม เมื่อความด้อยกว่าของกองทัพเรือเยอรมันในด้านกองกำลังทางทะเล และไร้ความได้เปรียบในด้านกองกำลังทางอากาศ ทำให้การบุกมิอาจทำได้ ในช่วงเวลาสั้นๆ (ตามกลยุทธ Blitzkrieg) ทำให้ฮิตเลอร์หมดความอดทน และในขณะเดียวกันความต้องการในการบุกโซเวียตนั้นมีมากกว่าการบุกเกาะบริเตน (เนื่องจากฮิตเลอร์เชื่อว่าชาวอังกฤษเป็นเผ่าพันธุ์ที่เท่าเทียมกับเผ่าพันธุ์อารยัน) ทำให้ฮิตเลอร์โน้มน้าวบุคลากรของเขาว่ารัฐบาลบริเตนจะต้องพยายามสงบศึกกับเยอรมันแน่นอนเมื่อสหภาพโซเวียตถูกล้มไปแล้ว โดยเขากล่าวว่า:

"เราเพียงแค่ต้องถีบประตูลงมา แล้วอาคารที่เสื่อมโทรมทั้งอาคารก็จะถล่มลงมาด้วย"

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และเบนิโต มุสโสลินี ผู้นำของมหาอำนาจอักษะ
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และเบนิโต มุสโสลินี ผู้นำของมหาอำนาจอักษะ

แต่ฮิตเลอร์นั้นมั่นใจเกินไปจากการที่เขาประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในการรบในยุโรปตะวันตก อีกทั้งยังสบประมาทความสามารถของโซเวียตที่จะสู้รบในสงครามนอกฤดูหนาว ทำให้เขาเชื่อว่าการรบจะจบลงก่อนฤดูหนาวในรัสเซีย และไม่ได้สั่งการให้เตรียมเสบียงเสื้อผ้ากันความหนาวเย็นให้กับทหาร ซึ่งจะส่งผลรุนแรงในเวลาต่อมา อดอล์ฟ ฮิตเลอร์หวังไว้ว่าเมื่อเขาเอาชนะกองทัพแดงได้แล้ว รัฐบาลอังกฤษจะต้องเจรจาขอสงบศึกกับนาซีเยอรมนีอย่างแน่นอน

[แก้] การเตรียมตัวของฝ่ายเยอรมัน

ฮิตเลอร์ได้สั่งการให้เคลื่อนพลจำนวนสามล้านสองแสนนายไปยังชายแดนหน้าสหภาพโซเวียตเพื่อเตรียมตัวในการโจมตี, สั่งให้เริ่มปฏิบัติการณ์สอดแนมทางอากาศเหนือน่านฟ้าของโซเวียต และยังสั่งให้กักตุนเสบียงเป็นจำนวนมากในโปแลนด์ที่เยอรมนีได้มา กระนั้นการบุกสหภาพโซเวียตก็ยังเป็นที่แปลกใจสำหรับฝ่ายโซเวียตอย่างมาก ซึ่งความแปลกใจนี้ส่วนใหญ่มาจากความเชื่อที่มั่นคงของสตาลินว่าอาณาจักรไรค์ที่สามไม่น่าที่จะโจมตีประเทศของตนหลังจากที่เพิ่งเซ็นสัญญาโมโลตอฟ-ริบเบนทรอพมาได้เพียงสองปีเท่านั้น สตาลินยังเชื่อด้วยว่ากองทัพนาซีคงจะจัดการสงครามกับเกาะบริเตนให้เสร็จเสียก่อนถึงจะเปิดสมรภูมิรบใหม่กับตน แม้ว่าจะมีคำเตือนหลายครั้งหลายคราวมาจากหน่วยข่าวกรองของเขา สตาลินก็ยังปฏิเสธที่จะเชื่อการรายงานทั้งหมด โดยเกรงว่าข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นการปล่อยข่าวโคมลอยจากกองทัพอังกฤษ เพื่อที่จะจุดชนวนสงครามระหว่างนาซีและโซเวียต อีกทั้งการที่รัฐบาลเยอรมันออกมาช่วยทำการลวงสตาลิน โดยกล่าวว่า พวกเขาแค่กำลังเคลื่อนกำลังทหารให้ออกมานอกระยะของเครื่องบินทิ้งระเบิดของอังกฤษ และยังอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่าพวกเขาพยายามจะหลอกรัฐบาลอังกฤษให้เชื่อว่ากองทัพนาซีกำลังจะบุกสหภาพโซเวียตอีกด้วย แต่ตามจริงพวกเขากำลังเตรียมตัวในการบุกเกาะบริเตนอยู่ต่างหาก และหลังจากเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่สตาลินได้รู้ ทำให้การเตรียมตัวตั้งรับการโจมตีของเยอรมนีเป็นไปอย่างไม่จริงจัง อย่างไรก็ตาม ควรสังเกตกรณีที่ ดร. ริชาร์ด ซอร์จ สายลับของโซเวียต ได้ให้ข้อมูลที่กล่าวถึงวันที่เยอรมนีจะบุกโซเวียตได้อย่างถูกต้อง รวมถึงอาร์น บัวร์ลิง นักถอดรหัสชาวสวีเดนที่ทราบวันที่เยอรมนีจะบุกก่อนที่โซเวียตจะทราบอีกด้วย

ปฏิบัติการณ์ลวงของเยอรมนีเริ่มขึ้นในเดือนเมษายน พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) โดยจุดประสงค์คือเพิ่มมูลความจริงให้ตรงกับคำอ้างของเยอรมนีว่าเกาะบริเตนคือเป้าหมายที่แท้จริง ปฏิบัติการณ์ดังกล่าวคือปฏิบัติการณ์ไฮฟิสก์ และปฏิบัติการณ์ฮาร์พูน โดยทั้งสองปฏิบัติการณ์จำลองว่าการเตรียมตัวบุกเกาะบริเตนเริ่มขึ้นในประเทศนอร์เวย์, ชายฝั่งตามแนวช่องแคบอังกฤษและจังหวัดบริตตานีย์ในฝรั่งเศส ประกอบกับการอ้างเหตุผลเกี่ยวกับการสะสมกำลังดังที่ระบุไว้ข้างต้น รวมถึงการปฏิบัติการณ์ระดมกำลังเรือรบ, ปฏิบัติการณ์สอดแนมทางอากาศและการฝึกซ้อมภาคสนาม ถูกจัดขึ้นเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นไปอีก โดยแผนการบุกจริงๆ ถูกจัดขึ้น และปล่อยให้ข้อมูลสามารถรั่วไหลได้บางส่วน

แต่เยอรมนีมีปัญหาในการคิดกลยุทธที่จะรับประกันว่ากองทัพนาซีจะสามารถยึดสหภาพโซเวียตได้สำเร็จ โดยที่ฮิตเลอร์, กองบัญชาการกองทัพบกระดับสูง (OKW - Oberkommando der Wehrmacht) และผู้บัญชาการระดับสูงอีกหลายๆ คนมีแนวคิดที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับแผนกลยุทธที่จะใช้ในการโจมตีสหภาพโซเวียต และจุดประสงค์หลักของยุทธการควรเป็นเช่นใด กองบัญชาการกองทัพบกเสนอว่าควรเคลื่อนพลตรงไปยังเมืองหลวงมอสโก แต่ฮิตเลอร์นั้นต้องการที่จะให้กองทัพเคลื่อนทัพไปยังยูเครนที่อุดมสมบูรณ์และดินแดนบริเวณทะเลบอลติกเสียก่อนที่จะเคลื่อนพลไปยึดมอสโก การโต้แย้งที่เกิดขึ้นทำให้แผนการในการส่งกำลังบำรุงต้องหยุดชะงัก และทำให้การบุกล่าช้าไปอีกถึงหนึ่งเดือนกว่าๆ ตามกำหนดการการบุกในเดือนพฤษภาคม

กลยุทธสุดท้ายที่ฮิตเลอร์และนายพลของเขาร่วมกันวางขึ้นคือการแบ่งกองกำลังออกเป็นสามกลุ่มกองทัพโดยแต่ละกลุ่มกองทัพถูกจัดให้ยึดภูมิภาคที่กำหนดไว้รวมถึงเมืองใหญ่ๆ ในสหภาพโซเวียต เมื่อการบุกสหภาพโซเวียตเริ่มต้นขึ้น จะแบ่งแนวทางการบุกออกเป็นสามทางโดยเคลื่อนพลไปตามเส้นทางที่เคยถูกบุกในประวัติศาสตร์ (อ้างอิงตามการบุกราชอาณาจักรรัสเซียของนโปเลียน โบนาปาร์ต) กลุ่มกองทัพเหนือถูกมอบหมายให้เคลื่อนพลผ่านดินแดนรอบทะเลบอลติก แล้วจึงเคลื่อนไปยังรัสเซียตอนเหนือ โดยทำการยึดหรือทำลายเมืองเลนินกราด (เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในปัจจุบัน) ส่วนกลุ่มกองทัพกลางถูกมอบหมายให้มุ่งหน้าตรงไปยังเมืองสโมเลนสก์ แล้วทำการยึดมอสโก โดยต้องทำการเคลื่อนพลผ่านประเทศเบลารุสในปัจจุบันและผ่านภูมิภาคกลางแถบตะวันตกที่สาธารณรัฐสังคมนิยมรัสเซียครอบครองอยู่ และกลุ่มกองทัพใต้จะต้องเปิดการโจมตีในส่วนที่เป็นใจกลางของยูเครนที่เป็นศูนย์กลางทางเกษตรกรรมและประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น โดยยึดเมืองเคียฟ ก่อนที่จะเคลื่อนพลมุ่งไปทางทิศตะวันออกผ่านทุ่งหญ้าสเตปปส์ในรัสเซียตอนใต้ไปยังแม่น้ำโวลกาและเทือกเขาคอเคซัสที่อุดมไปด้วยน้ำมันดิบ

[แก้] การเตรียมตัวของฝ่ายโซเวียต

เมื่อสหภาพโซเวียตก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 1940 (พ.ศ. 2483) ในตอนนั้นสหภาพโซเวียตคือชาติมหาอำนาจ จากการแปรรูปอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วของโซเวียตในทศวรรษที่แล้วทำให้ผลผลิตทางอุตสาหกรรมของโซเวียตเป็นรองแค่สหรัฐอเมริกา และมีผลผลิตเท่าเทียมกับประเทศนาซีเยอรมนี การผลิตยุทโธปกรณ์นั้นเพิ่มขึ้นอย่างคงที่ โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีก่อนสงครามโลกครั้งที่สองที่เศรษฐกิจของโซเวียตนั้นถูกกำหนดไปที่การผลิตอุปกรณ์ทางทหารอย่างต่อเนื่อง เนื่องมาจากในช่วงต้นทศวรรษที่ 1930 (พ.ศ. 2473-2478) หลักการปฏิบัติของกองทัพแดงนั้นถูกพัฒนาให้ทันสมัยยิ่งขึ้นแล้วจึงประกาศให้เป็นหลักปฏิบัติภาคสนามของกองทัพในปี พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) จึงทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจดังกล่าวขึ้น

ในปี พ.ศ. 2484 กองกำลังของโซเวียตในภูมิภาคตะวันตกนั้นน้อยกว่ากองกำลังของเยอรมนีมาก อย่างไรก็ตามขนาดโดยรวมของกองกำลังโซเวียตในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2484 นั้นรวมแล้วมีถึงห้าล้านนายกว่าๆ ซึ่งมีจำนวนมากกว่ากองกำลังภาคพื้นดินของเยอรมนีที่ใช้บุกโซเวียตในยุทธการบาร์บารอสซาเสียอีก นอกจากนี้การสะสมกำลังของกองทัพแดงยังแข็งแกร่งขึ้นอย่างคงที่ และยังมีความสามารถในการวางกำลังที่เป็นต่อกว่าเยอรมนีในสมรภูมิตะวันออก แต่ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายมีกำลังมากน้อยต่างกันไป จะถูกต้องกว่าที่จะระบุว่าการบุกสหภาพโซเวียตใน พ.ศ. 2484 ของเยอรมนี ทั้งฝ่ายต่อสู้กันโดยใช้กำลังทหารที่ใกล้เคียงกันมากโดยประมาณ

อย่างไรก็ตาม ในด้านระบบยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ ทางฝ่ายโซเวียตนั้นมีอยู่มากทีเดียว อาทิเช่น กองทัพแดงนั้นมีความเหนือกว่าอย่างมากในกองกำลังยานเกราะที่มีรถถังประจำการถึง 24,000 คัน ซึ่งมีถึง 12,782 คันที่ประจำอยู่ในเขตทหารภูมิภาคตะวันตก (ซึ่งมีสามเขตในภูมิภาคที่สามารถปะทะกับกองทัพเยอรมันในสมรภูมิตะวันออก) ส่วนกองทัพบกเวอร์มัคท์ (Wehrmacht) ของเยอรมนีมีรถถังประจำการอยู่ทั้งหมด 5,200 คัน โดยใช้ในการบุกโซเวียต 3,350 คัน นี่ทำให้อัตราส่วนของรถถังที่สามารถใช้ได้ระหว่างเยอรมนีและโซเวียตนั้นเป็น 4 : 1 ซึ่งทำให้กองทัพแดงมีความได้เปรียบที่เหนือกว่า รถถังรุ่น ที-34 ของโซเวียตเป็นรถถังที่ล้ำหน้าที่สุดและทันสมัยที่สุดในเวลานั้น และยังมีรถถังรุ่น BT-8 (ภาษารัสเซีย: Bystrokhodniy หรือรถถังเร็ว) ที่เป็นรถถังที่เร็วที่สุด ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับรถถังเยอรมันแล้ว ตามที่นายทหารข่าวกรองของโซเวียต วิกเตอร์ ซูโวรอฟ (Viktor Suvorov) อ้างว่า รถถังหนักของเยอรมนีรุ่นแรกนั้นเพิ่งถูกออกแบบในวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 (1941) ซึ่งถือว่าล้าหลังกว่าโซเวียตที่เริ่มโครงการออกแบบรถถังหนัก T-35 ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1930) อีกทั้งโซเวียตยังมีจำนวนอาวุธปืนใหญ่ และเครื่องบินรบที่มากกว่าเยอรมนี ซึ่งรวมไปถึงปืนใหญ่สนาม A-19 ที่ว่ากันว่าเป็นปืนใหญ่ที่ดีที่สุดในโลกในเวลานั้น อย่างไรก็ตาม รถถังรุ่นที่ทันสมัยที่สุดของโซเวียตยังไม่ถูกผลิตในปริมาณมากในช่วงต้นของสงคราม

อีกทั้งความได้เปรียบทางปริมาณของโซเวียตนั้นยังถูกหักล้างด้วยคุณภาพเหนือกว่ามากของเครื่องบินรบเยอรมัน รวมถึงการฝึกฝนกองกำลังเยอรมันที่เหนือกว่าและเตรียมพร้อมมามากกว่า การที่ทหารเจ้าหน้าที่และผู้บัญชาการระดับสูงของโซเวียตถูกกวาดล้างในการกวาดล้างครั้งใหญ่ของสตาลิน (พ.ศ. 2478 - 2481; 1935-38) ยังทำให้นายทหารของกองทัพแดงถึงเกือบหนึ่งในสาม และนายพลแทบทุกคนถูกประหารชีวิต หรือส่งให้ไปประจำการในไซบีเรีย และถูกแทนที่ด้วยนายทหารที่มีแนวโน้มที่ "ไว้ใจได้ทางการเมือง" มากกว่านายทหารที่ถูกกวาดล้าง ซึ่งรวมไปถึงสามในห้าบรรดาจอมพลช่วงก่อนสงครามซึ่งถูกประหารชีวิต ผู้บัญชาการกองพลและกองร้อยประมาณสองในสามถูกจับยิงเป้า การกวาดล้างดังกล่าวจึงทำให้เหลือแต่นายทหารที่อ่อนกว่าและได้รับการฝึกน้อยกว่ามาแทนที่ อย่างเช่นกรณีหนึ่งใน พ.ศ. 2484 (1941) ที่ 75% ของนายทหารของกองทัพแดงได้ดำรงตำแหน่งนานน้อยกว่าหนึ่งปี และอายุโดยเฉลี่ยของผู้บัญชาการกองพลของโซเวียตนั้น น้อยกว่าอายุโดยเฉลี่ยของผู้บัญชาการกองร้อยของเยอรมนีถึง 12 ปี โดยนายทหารเหล่านี้มีทีท่าที่ไม่เต็มใจอย่างยิ่งที่จะริเริ่มในการทำสิ่งใดๆ และส่วนใหญ่ขาดการฝึกฝนในการบัญชาการ

ในขณะที่สงครามในสมรภูมิทางตะวันตกกำลังดำเนินไป กำลังรบส่วนใหญ่ของโซเวียตยังคงประจำการอยู่เหมือนในยามสงบ ซึ่งอธิบายว่าทำไมบรรดาเครื่องบินรบของโซเวียตถึงได้จอดเรียงกันและใกล้กันเป็นกลุ่มๆ มากกว่าที่จะกระจายกันไปตามที่เคยปฏิบัติเป็นปกติในยามสงคราม ด้วยเหตุนั้น จึงทำให้กองเครื่องบินที่จอดอยู่กลายเป็นเป้าโจมตีง่ายๆ สำหรับเครื่องบินจู่โจมจากอากาศสู่พื้นดินของเยอรมันในวันแรกๆ ที่เยอรมนีบุกโซเวียต อีกเหตุผลหนึ่งคือการที่กองทัพอากาศโซเวียตถูกสั่งห้ามไม่ให้โจมตีเครื่องบินสอดแนมของเยอรมัน แม้ว่าจะมีเครื่องบินเยอรมันบินอยู่เป็นร้อยๆ ลำอยู่เหนือน่านฟ้าสหภาพโซเวียตก็ตาม กองเครื่องบินขับไล่ของโซเวียตประกอบไปด้วยเครื่องบินรุ่นล้าสมัยย้อนไปถึงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเช่นเครื่องบินปีกสองชั้น I-15 และเครื่องบินปีกชั้นเดียวรุ่นแรกของโซเวียต I-16 และเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่กว่าเช่นมิก (MiG) และ LaGG (Lavochkin-Gorbunov-Goudkov) เพียงไม่กี่ลำที่ใช้งานได้ โดยมีเครื่องบินจำนวนไม่มากที่ติดตั้งวิทยุสื่อสารลงไป อีกทั้งวิทยุไม่กี่รุ่นที่มีอยู่นั้นก็ไม่ได้ถูกเข้ารหัสและมีสภาพการใช้งานที่ไม่แน่นอน รวมถึงยุทธวิธีต่อสู้ทางอากาศที่ยังล้าสมัยอยู่

กองทัพแดงแห่งสหภาพโซเวียตกระจัดกระจายกันออกไป, ไม่มีความพร้อมในการทำศึก และมีกองกำลังหน่วยต่างๆ ที่อยู่แยกจากกัน โดยไม่มีการลำเลียงไปยังจุดรวมพลเมื่อการรบเกิดขึ้น แม้ว่ากองทัพแดงจะมีปืนใหญ่ชั้นดีจำนวนมาก แต่ปืนส่วนใหญ่กลับไม่มีกระสุน กองปืนใหญ่มักไม่สามารถเข้าสู่การรบได้เพราะไม่มีการลำเลียงพล กองกำลังรถถังนั้นมีขนาดใหญ่และคุณภาพดี แต่ขาดการฝึกและการสนับสนุนทางเสบียง รวมถึงมาตรฐานในการบำรุงรักษายังแย่มาก กองกำลังถูกส่งเข้าสู่การรบโดยไม่มีการจัดการเติมเชื้อเพลิง, สนับสนุนเสบียงกระสุน หรือทดแทนกำลังทหารที่สูญเสียไป โดยมีบ่อยครั้งที่หลังจากการปะทะเพียงครั้งเดียว หน่วยรบถูกทำลายหรือถูกทำให้หมดสภาพ รวมไปถึงความจริงที่ว่ากองทัพโซเวียตกำลังอยู่ในช่วงจัดระบบหน่วยยานเกราะให้กลายเป็นกองพลรถถังยิ่งเพิ่มความไม่เป็นระบบของกองกำลังรถถังมากยิ่งขึ้นไปอีก

แม้ว่าในเอกสารใดๆ จะระบุว่ากองทัพแดงใน พ.ศ. 2484 อย่างน้อยก็มีกำลังเท่าเทียมกับกองทัพเยอรมัน แต่ผลที่ตามมาในสมรภูมินั้นแตกต่างจากเอกสารมาก ด้วยเหตุที่ว่ากองทัพแดงนั้นประกอบด้วยนายทหารที่ไร้ความสามารถ เช่นเดียวกันกับการขาดแคลนยุทโธปกรณ์, การสนับสนุนเสบียงยานเกราะที่ไม่เพียงพอ และทหารที่ได้รับการฝึกในระดับต่ำ ทำให้กองทัพแดงเสียเปรียบกองทัพเยอรมันอย่างมากเมื่อปะทะกัน ยกตัวอย่างเช่น ตลอดช่วงการบุกสหภาพโซเวียตของเยอรมนี กองทัพแดงจะเสียรถถังหกคันในขณะที่กองทัพเยอรมันเสียเพียงแค่คันเดียว

แต่ก็มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการตีความข้างต้นในหนังสือ Icebreaker โดยผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่เคยเป็นนายทหารข่าวกรองหลักของโซเวียต (GRU - Glavnoe Razvedyvatel'noe Upravlenie) วิกเตอร์ ซูโวรอฟ โดยเนื้อความในหนังสือแย้งว่ากองกำลังภาคพื้นดินของโซเวียตนั้นมีความเป็นระบบระเบียบดีมาก และถูกวางกำลังกระจายกันไปเป็นกลุ่มใหญ่ๆไปตลอดตามแนวชายแดนระหว่างเยอรมนีและโซเวียตเพื่อเตรียมตัวในการบุกทวีปยุโรปของสหภาพโซเวียตที่ถูกกำหนดไว้ในวันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2484 ส่วนยุทธการบาร์บารอสซาของเยอรมนีนั้น เขาอ้างว่าที่จริงแล้วเป็นการชิงเปิดการโจมตีก่อนของเยอรมนี โดยอาศัยความได้เปรียบที่กำลังทหารโซเวียตกำลังรวมพลอยู่เป็นจำนวนมากหน้าพรมแดนเยอรมนี ซูโวรอฟทำการแย้งว่าฉะนั้นการที่กองกำลังโซเวียตมารวมพลกันหน้าพรมแดนเยอรมนีจึงเป็นการเดินกลยุทธแบบรุก และไม่ใช่การตั้งรับดังที่ประวัติศาสตร์ดั้งเดิมบันทึกอยู่แต่อย่างใด แต่การตีความของเขาถูกปฏิเสธโดยนักประวัติศาสตร์ที่ได้รับความนับถือหลายต่อหลายคนมาโดยตลอด โดยเฉพาะนักประวัติศาสตร์สงครามชาวอเมริกัน เดวิด แกลนท์ซ (David Glantz) และการตีความดังกล่าวไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นจริงเป็นจังนักในบรรดานักประวัติศาสตร์วิชาการที่อยู่ทางตะวันตก อย่างไรก็ตาม มุมมองนี้ต่างออกไปในยุโรปตะวันออก รวมถึงประเทศรัสเซีย ที่ๆ มีการโต้วาทีในประเด็นที่เกี่ยวกับการปะทะระหว่างโซเวียตและเยอรมนียังคงมีอยู่ จากการศึกษาอย่างจริงจังโดยนักประวัติศาสตร์ทางทหารชาวรัสเซี