|
เครื่องมือภาษาอื่น
|
จักรวรรดิมองโกลจักรวรรดิมองโกล (มองโกล: Их Монгол Улс จีน: 蒙古帝国 รัสเซีย: Монгольская империя อังกฤษ: Mongol Empire) เป็นจักรวรรดิที่มีอาณาเขตกว้างขวางมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ก่อตั้งโดย เจงกีส ข่าน เมื่อ ค.ศ. 1206 ครอบคลุมตั้งแต่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงยุโรปตะวันออก ส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13-14 R. J. Rummel ประมาณการว่าในการรุกรานเพื่อขยายอาณาเขตของชาวมองโกล มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 30 ล้านคน และประชากรของประเทศจีนลดลงไปครึ่งหนึ่งในช่วง 50 ปี ภายใต้การปกครองของมองโกล ยุทธการในการสู้รบของมองโลกคือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนเผ่าที่ไม่ยอมจำนน เพื่อสร้างชื่อเสียงความกลัวแก่ศัตรูอื่น ๆ ต้นกำเนิดชนเผ่ามองโกลและการรวบรวมชนเผ่าต่างๆ เข้าด้วยกันของเตมูจิน หรือรู้จักกันในชื่อ เจงกิสข่าน
[แก้] วิถีชีวิตของชนเผ่าเผ่ามองโกลในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 11 ยังเป็นเพียงเผ่าเล็กๆ มีประชากรไม่กี่หมื่นคน ซึ่งส่วนมากอาศัยอยู่บนทะเลทรายโกบี และบริเวณประเทศมองโกเลียในปัจจุบัน ในบริเวณทะเลทรายโกบีนี้มีชนเผ่าอื่นอีกนอกจากชนเผ่ามองโกลซึ่งมีชนเผ่าอาศัยอยู่นับร้อยเผ่าต่างภาษาต่างศาสนา วิธีการอยู่อาศัยของพวกเขาคือเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้เป็นอาหารหรือไม่ก็ล่าสัตว์เป็นอาหาร และมีกระโจมเป็นที่พัก (เยิรต์) ชีวิตในทะเลทรายโกบีไม่มีความสำคัญเท่าใดนัก สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปมีแต่ที่ราบสูงตระหง่าน เสบียงอาหารก็สามารถหาได้แต่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ม้าและวัวสามารถผลิตปริมาณน้ำนมได้มากพอได้แค่ในฤดูกาลนี้ ส่วนนักล่าสัตว์จะนำสัตว์ที่ล่าได้มานำมาปรุงเป็นอาหารในหม้อใหญ่ แจกจ่ายกันบริโภค ซึ่งคนหนุ่มวัยฉกรรจ์นักรบของเผ่าจะได้กินเป็นกลุ่มแรก ถัดมาก็คนชราและสตรี ส่วนเด็กเล็กต้องคอยแย่งอาหารส่วนที่เหลือมารับประทาน ในช่วงฤดูหนาว ม้าและวัวตัวเมียผอมให้ปริมาณน้ำนมน้อย ในขณะเดียวกันเด็กก็มีสุขภาพไม่ดีนัก นมที่เหลืออยู่ซึ่งเก็บไว้ในรูปคูมิสส์หรือนมเปรี้ยว จะถูกบรรจุไว้ในถุงหนังหรือถุงกระเพาะสัตว์ ซึ่งสามารถเสริมกำลังได้ดีเหมาะกับเด็กในวัย3 - 4 ขวบ โดยเฉพาะเด็กชายเพื่อทดแทนการขาดแคลนเนื้อ ในช่วงปลายฤดูหนาว นับว่าเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุดสำหรับเด็กและคนหนุ่มสาว เพราะไม่สามารถหาเนื้อสัตว์มาเลี้ยงอย่างเพียงพอ บรรดานักรบของเผ่าจึงมักออกไปปล้นมาจากเผ่าอื่น เด็กต้องเรียนรู้วิธีล่าสัตว์ด้วยตนเอง เช่น ล่าสุนัขและกระต่ายด้วยกระบอง หรือลูกศรทื่อไม่คมเพื่อมิให้สัตว์ตายทันทีทันใด พวกเขาต้องเรียนรู้วิธีขี่ม้า ขี่แกะ ด้วยการใช้มือดึงขนสัตว์ไว้ [แก้] เผ่ามองโกลชาวมองโกลเป็นนักขี่ม้าที่ชำนาญ ศาสนาที่นับถือตอนนั้นคือ ท้องฟ้าที่ให้แสงสว่าง แม่น้ำที่ไว้เลี้ยงสัตว์ ภูเขาที่ให้ที่หลบภัยเมื่อมีเหตุไม่ดีก็จะอ้างถึงท้องฟ้าทำการบูชาท้องฟ้า ชาวมองโกลเป็นชนเผ่าแปลกหน้าร่อนเร่พเนจรใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนหลังอานม้า ตระเวนหาทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ในดินแดนต่างๆ ทำให้กระทบกระทั่งบาดหมางกับชนเผ่าอื่นจนกระทั่งต้องรบกัน ด้วยเหตุนี้สงครามจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวมองโกลตลอดมา ในยุคสมัยของกาบุลข่าน ปู่ผู้ยิ่งใหญ่ เผ่ามองโกลได้รับความร่มเย็นเป็นสุขในฐานะชาติผู้นำในเขตทะเลทรายโกบีทางเหนือ ต่อมากาบุลข่านได้เดินทางไปขอบุตรสาวที่เผ่าทะทาเอยเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี แต่ปรากฏว่าหัวหน่าเผ่าทะทาเอยไม่เพียงไม่ให้แล้วยังนำตัวกาบุลข่านส่งไปให้เมืองกิมหรือประเทศจีนประหาร ตั้งแต่นั้นมาเผ่าทะทาเอยจึงไม่ถูกกับเผ่ามองโกลและเริ่มทำสงครามกัน ต่อมาเยซูไก หัวหน้าเผ่าคนใหม่ (แต่ยังไม่ได้ขึ้นเป็นข่านผู้นำสูงสุดมีอำนาจตัดสินเด็ดขาด) ได้รวบรวมคนที่ไร้เผ่าต่างๆ เข้าด้วยกันทำให้เผ่ามองโกลมีจำนวนประชากรหลายหมื่นคนและได้เป็นเผ่าที่ใหญ่เผ่าหนึ่ง ซึ่งต่อมาเยซูไกได้ทำการออกล่าหาภรรยาตามประเพณีมองโกลซึ่งได้แย่งภรรยาของหัวหน้าเผ่าเบี้ยฉีระหว่างทางก่อนที่จะไปถึงเผ่าเบี้ยฉี ภรรยาที่แย่งมาชื่อ ฮูหลั่น และด้วยเหตุนี้เมื่อเผ่าทะทาเอยทราบข่าวจึงร่วมทัพกับเผ่าเบี้ยฉีโจมตีเผ่ามองโกลจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ในฤดูร้อนปี พ.ศ. 1705 (ค.ศ. 1162) หัวหน้าเยซูไกได้นำทัพไปปราบเผ่าทะทาเอย ซึ่งสามารถจับหัวหน้าเผ่าทะทาเอยที่ชื่อเตมูจินได้ มาประหาร แล้วนำชื่อเตมูจินนี้มาตั้งให้กับบุตรชายของตน ซึ่งได้เกิดมาในช่วงสงครามครั้งนี้ ต่อมาในปี พ.ศ. 1714 (พ.ศ. 1171) เตมูจินวัย 9 ขวบ ต้องเดินทางไปยังเผ่าหนจิลาเพื่อหมั้นกับสาวของเผ่าหนจิลาที่ชื่อว่า บูร์ไต โดยบิดาเยซูไกได้นำทางไปและส่งตัวให้กับเผ่าหนจิลาเพื่อผูกมิตรไมตรี ตามประเพณีของชนเผ่าเตมูจิน เจ้าบ่าวจะต้องอยู่ที่เผ่าหนจิลาถึง 2 ปี หลังจากนั้นจึงกลับไปที่เผ่ามองโกลพร้อมกับคู่หมั้นได้ แต่ระหว่างทางกลับของหัวหน้าเยซูไก เยซูไกได้ถูกลอบสังหาร ซึ่งการสังหารนี้เชื่อว่าเป็นฝีมือของเผ่าทะทาเอยที่มาแก้แค้น ลูกน้องในเผ่ามองโกลจึงต้องรีบนำตัวเตมูจินกลับไปโดยไม่ได้บอกเรื่องของเยซูไกที่ถูกสังหารให้เผ่าหนจิลาทราบ เมื่อเตมูจินมาถึงปรากฏว่าเผ่าของเขาโดนแย่งอำนาจเสียหมดแล้ว ตระกูลไฮซูอู้ยึดอำนาจของเผ่ามองโกลได้ทั้งหมดและสั่งเคลื่อนย้ายถิ่นฐานโดยอ้างว่าเยซูไกได้ไปแย่งหญิงที่เป็นกาลากิณี ทำให้เผ่ามองโกลมีศัตรูมากขึ้น และไม่ให้เตมูจินกับครอบครัวร่วมเดินทางไปกับเผ่าด้วย ซึ่งเรื่องนี้ทำให้พี่น้องเผ่ามองโกลบ้างส่วนไม่พอใจและแยกทางกับตระกูลไฮซูอู้ บ้างก็ไปอยู่กับเผ่าอื่นบ้างก็แยกไปตั้งเผ่าใหม่ และในตอนนั้นก็ไม่มีใครคิดที่จะอยู่กับเตมูจินแม้แต่พี่น้องแท้ๆ ของเยซูไกเพราะเตมูจินในขณะนั้นไม่มีอะไรเลย ไม่สามารถคุ้มครองพวกเขาได้ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้เผ่ามองโกลสลายตัวไป สัตว์เลี้ยงทั้งหลายที่เลี้ยงไว้เพื่อบริโภค ก็ถูกพวกตระกูลไฮซูอู้นำไปหมด ทำให้เตมูจินมีแค่มารดากับน้องๆ ซึ่งต้องอยู่อย่างแล้งแค้นแสงสาหัส หลายปีต่อมาพวกตระกูลไฮซูอู้รู้ข่าวว่าเตมูจินยังไม่ตาย จึงเริ่มออกตามล่า ในช่วงนี้มีแต่ข่าวลือว่าเตมูจินถูกตระกูลไฮซูอู้จับได้และก็หนีมาได้ออกมาตลอด ซึ่งการหนีรอดมาได้ของเตมูยินยังไม่มีใครสรุปได้ว่าเพราะอะไร อาจมีเหตุผลหลายประการดังนี้
ซึ่งทั้ง 2 ข้อนี้ยังเป็นที่สรุปไม่ได้เพราะประวัติศาสตร์ยังไม่ชัดเจนในที่นี้ มีแต่การบอกเล่าต่อๆ มาแค่นั้น เมื่อเตมูจินเติบโตเป็นเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เขาก็ได้สร้างเผ่ามองโกลขึ้นมาใหม่ การที่เขาสร้างเผ่ามองโกลขึ้นมาใหม่ได้นั้นก็ยังไม่มีใครสรุปแน่ชัดได้เช่นกัน มีการบอกต่อๆ กันมาหลายรูปแบบมีดังนี้
ต่อมาเตมูจินได้ไปขอคู่หมั้นที่เคยมั่นไว้ที่เผ่าหนจิลา และนำกลับมายังเผ่ามองโกล ซึ่งเขาได้นำสิ่งของมีค่าไปให้โตกรุลข่าน (ข่านของเผ่าเคอเรอิตผู้ยิ่งใหญ่ และเป็นเผ่าที่นับถือศาสนาคริสต์และเคยร่วมสาบานกับเยซูไกบิดาของเตมูยิน) เพื่อแสดงมิตรไมตรีต่อระหว่างกันสองเผ่า และในขณะเดียวกันเผ่าเบี้ยฉีที่รู้ถึงที่มั่นใหม่ของเผ่ามองโกลใหม่ก็ได้นำทัพโจมตีเผ่ามองโกลขณะที่เตมูจินอยู่ที่เผ่าเคอเรอิต แต่ประชาชนส่วนใหญ่ของเผ่ามองโกลหนีทัน แต่ว่าบูร์ไตภรรยาของเตมูจินกลับหนีไม่รอดถูกเผ่าเบี้ยฉีจับได้และถูกจับเป็นเมียของเผ่าเบี้ยฉี เมื่อเตมูจินทราบข่าว จึงนำทัพไปบุกเผ่าเบี้ยฉีทันที แต่เตมูจินเสียเปรียบในด้านจำนวนของทัพ ทัพของเตมูจินที่บุกเผ่าเบี้ยฉีมีไม่ถึงพันนาย ในขณะที่นักรบเผ่าเบี้ยฉีมีมากกว่า 20,000 นาย และผลปรากฏว่าเตมูจินต้องหนีฝ่าวงล้อมของเผ่าเบี้ยฉีออกมา นักรบเผ่ามองโกลตายไปกว่าครึ่ง แต่สิ่งนี้เองที่ทำให้เตมูจินได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากขึ้น ซึ่งต่อมาเตมูจินได้ไปขอความช่วยเหลือจากเผ่าเคอเรอิต และเผ่าจาลา (หัวหน้าเผ่าคือจาบูฮาเคย ซึ่งได้ร่วมสาบานร่วมเป็นร่วมตายกับเตมูจิน ตั้งแต่วัยเด็กในช่วงที่เตมูยินอยู่อย่างแล้งแค้นแสงสาหัส) ทั้งสองเผ่าตกลงยอมร่วมมือกับเตมูจินเพื่อโจมตีเผ่าเบี้ยฉี สงครามครั้งใหญ่เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 1725 (ค.ศ. 1182) กองทัพเผ่ามองโกล กองทัพเผ่าเคอเรอิต และกองทัพเผ่าจาลาได้มารวมตัวกันที่ที่ตั้งของเผาจาลา และได้โจมตีเผ่าเบี้ยฉีจนเผ่าเบี้ยฉีพ่ายแตกย่อยยับและหนีไปทางตะวันออกของทะเลทรายโกบี เตมูจินได้ช่วยภรรยาไว้ได้พร้อมกับได้ลูกซึ่งอยู่ในท้องและเมื่อคลอดออกมาก็ตั้งซื่อว่าโจชิ (หรือซูซือ) ซึ่งมาจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครทราบว่าโจชิเป็นลูกของเตมูจินหรือลูกของเผ่าเบี้ยฉี หลังจากสิ้งสุดสงครามและชัยชนะของเผ่ามองโกลและพันธมิตร อาณาเขตของเผ่าได้ขยายใหญ่ขึ้น ประชากรจากมีไม่ถึงพันของเขากลับมีหลายพันคน และเนื่องจากชื่อเสียงของ 3 เผ่านี้ที่ได้กระจายออกไป จึงทำให้เผ่าเล็กๆ ต่างเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรด้วยเพื่อให้เผ่าของตนปลอดภัยจากสงครามต่างๆ เมื่อประชากรของเตมูจินมีมากขึ้น เขาจึงได้เรียกเหล่าพันธมิตรมาปรึกษา เพื่อที่จะทำการคัดเลือกข่าน (ผู้มีอำนาจสูงสุดสามารถออกคำสั่งหรือตัดสินได้ตามชอบแต่เพียงผู้เดียว) ซึ่งเตมูจินก็ได้เป็นข่านคนแรกของเผ่ามองโกลที่สร้างใหม่นี้ ต่อมาได้เกิดเหตุการณ์คือชนเผ่าของเตมูจิน และข่านส่วนหนึ่งได้ไปสังหารน้องชายของจาบูฮาเข้าโดยคาดไม่ถึง เนื่องจากมีปัญหาแย่งฝูงม้ากัน เป็นเหตุให้เกิดสงครามระหว่าง 2 เผ่าขึ้น มิตรไมตรีที่มีมาตั้งแต่อดีตได้สิ้นสุดลง ฤดูใบไม้ผลิปี พ.ศ. 1734 (ค.ศ. 1191) จาบูฮาได้แบ่งกำลังเป็น 13 ทัพโอบล้อมเผ่ามองโกล ซึ่งเรียกกันว่าสงคราม 13 ทัพ เผ่ามองโกลตีฝ่าวงล้อมได้เพราะได้ญาติมิตรของเผ่ามองโกลในอดีตที่ไปอยู่ที่เผ่าจาลาเปิดทางให้กองทัพมองโกลหนีจากนั้นก็ไปอยู่กับเตมูจินข่าน เผ่าจาลาจับทหารมองโกลได้บ้างส่วนและจับคนพวกนั้นโยงลงหม้อใหญ่ที่กำลังน้ำเดือดที่ไว้ใช้ต้มแกะทั้งตัวแต่นี้คือการต้มคนเป็นๆ ลงในหม้อใหญ่ถึงประมาณ 70 คนและแจกจ่ายให้ทหารกินกันอย่างป่าเถื่อน ต่อมาในปี พ.ศ. 1739 (ค.ศ. 1196) เตมูจินมีอายุได้ 34 ปี เมืองกิมได้ส่งทูตมายังเผ่ามองโกล ให้เตมูจินข่านช่วยปราบเผ่าทะทาเอยเนื่องจากเผ่าทะทาเอยก่อเหตุปล่นชิงปศุสัตว์อยู่เสมอ และเนื่องจากแม่ทัพอาณาจักรกิมไม่คุ้นเคยสภาพอากาศทะเลทรายโกบี ฮ่องเต้เมืองกิมจึงขอให้เตมูจินข่าน (เนื่องจากมีชื่อเสียงเมื่อทั้งที่ปราบเผ่าเบี้ยฉี) เป็นแม่ทัพเมืองกิมและนำทหารไปปราบเผ่าทะทาเอย เตมูจินข่านก็ตกลงและส่งทูตไปเผ่าเคอเรอิตเพื่อให้ร่วมทำสงครามนี้ด้วย ซึ่งในฤดูร้อนปีเดียวกันนั้น กองทัพเตมูจินข่านและกองทัพโตกรุลข่านได้นำทัพไปปราบเผ่าทะทาเอย คนของเผ่าทะทาเอยส่วนหนึ่งสามารถหนีรอดมาได้ หลังจากนั้นเมืองกิมได้ส่งทูตมาให้ตำแหน่งเตมูจินข่านให้เป็นผู้ปกครองทุกเผ่า ส่วนโตกรุลข่านให้เป็นอ๋องข่าน เตมูจินข่านไม่สนใจกับอำนาจที่เมืองกิมให้ และเขาต้องระวังอยู่ตลอดเวลาเพราะเมืองกิมอาจส่งสายลับมาดูความเคลื่อนไหวของเผ่าเขา และด้วยเหตุนี้เตมูจินข่านจึงให้ชาวเผ่ามองโกลทั้งหมดอพยพห่างออกไปจากอาณาจักรกิม แต่การย้ายนี้ทำให้เผ่าจาลารู้ที่ตั้งของเผ่ามองโกล จาบูฮาจึงได้รวบรวมศัตรูของเตมูจินทั้งหมดซึ่งรวมกันถึง 12 เผ่า เช่น เผ่าเบี้ยฉี เผ่าทะทาเอย เผ่าหนจิลา (เผ่าพารายาของเตมูยิน) เผ่าจาลา เผ่าไนแมนส์ (เผ่าใหญ่ทางตะวันตกของทะเลทรายโกบีนับถือศาสนาคริสต์) และพวกเผ่าเล็กๆ อื่นๆ รวมทัพโจมตีเผ่ามองโกลในปี พ.ศ. 1744 (ค.ศ. 1201) เรียกกันว่าสงคราม 12 เผ่า ส่วนเผ่ามองโกลนั้นมีทหารเพียงพอที่จะรับมือเช่นกัน (การที่ชนะเผ่าทะทาเอยทำให้เผ่าเล็กๆ หลายเผ่ามารวมกับเผ่ามองโกล) และขอกำลังช่วยเหลือจากเผ่าเครเรอิตอื่นๆ จน 12 เผ่าต่างพ่ายและแยกหนีกันออกไป ซึ่งเตมูจินข่านได้นำทัพไปปราบเผ่าของตระกูลไฮซูอู้เป็นเผ่าแรกต่อมาเผ่าหนจิลาก็ได้ยอมจำนนต่อเผ่ามองโกลหลังจากนั่นก็ปราบเผ่าที่เหลือ ส่วนเผ่าจาลาโดนเผ่าเคอเรอิตโจมตีจนพ่ายแพ้และจับตัวจาบูฮาไปส่งให้เตมูจินข่านตัดสิน ซึ่งเตมูจินข่านได้ตัดสินให้เผ่าเคอเรอิตนำตัวจาบูฮาไปเลี้ยงดู ในปี พ.ศ. 1745 (ค.ศ. 1202) เตมูจินข่านได้ยกทัพไปปราบเผ่าทะทาเอยซึ่งเขาก็ได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาดจนเผ่าทะทาเอยยอมแพ้ เตมูจินได้ยกเลิกกฏที่บรรพบุรุษ (เยซูไกบิดา) ตั้งไว้ คือเมื่อใดที่ชนะเผ่าทะทาเอยแล้วให้ประหารคนในเผ่าทะทาเอยทั้งหมด แต่เตมูยินข่านไม่ประหารและถือว่าคนในเผ่าทะทาเอยคือราษฎรของเขา ด้วยเหตุนี้เผ่าที่เป็นศัตรูของมองโกลก็ได้เริ่มมายอมจำนนและร่วมเผ่ากับเผ่ามองโกล ต่อมาในฤดูใบไม้ร่วงปีเดียวกัน เผ่ามองโกลได้ร่วมกับเผ่าเคอเรอิตโจมตีเผ่าไนแมนส์ ซึ่งเผ่ามองโกลนำกำลัง 20,000 นายและเผ่าเคอเรอิตนำกำลัง 20,000 นายโจมตี ส่วนเผ่าไนแมนส์นำกำลัง 30,000 นายมาตั้งรับ ผลการรบตอนแรกเป็นเพียงดูเชิงของแต่ละฝ่าย ต่อมาเผ่าเคอเรอิตก็ยกทัพกลับเงียบๆ โดยไม่ส่งคนมาบอกเตมูจินข่าน (เป็นการยุแย่ของจาบูฮา) เผ่ามองโกลจึงต้องนำทัพกลับ เมื่อเผ่าไนแมนส์ทราบข่าวจึงได้นำทัพตามตีเผ่าเคอเรอิตจนเผ่าเคอเรอิตได้ส่งคนมาขอความช่วยเหลือจากเผ่ามองโกล เตมูจินได้นำทัพเข้าช่วยจึงทำให้เผ่าเคอเรอิตลอดพ้นจากการไล่โจมตีของเผ่าไนแมนส์ ต่อมาเผ่าเคอเรอิตได้ถูกจาบูฮายุแหย่ให้โจมตีเผ่ามองโกล จนในปี พ.ศ. 1746 (ค.ศ. 1203) เผ่าเคอเรอิตเคลื่อนพลโจมตีเผ่ามองโกล ผลจากการสู้รบต่างก็ได้รับความเสียหายทั้งคู่ เผ่ามองโกลต้องหนีไปทางทุ่งหญ้าตะวันออกของทะเลทรายโกบี ทหารมองโกลกว่า 20,000 นาบบัดนี้เหลือแค่ 4,000 นาย น้องสาวเตมูลุนของเตมูจินข่านเสียชีวิตระหว่างการสู้รบ เตมูจินข่านจึงได้รวบรวมคนในท้องพื้นที่นี้จนกำลังเข้มแข็งเหมือนเดิม และเมื่อถึงปลายปี เผ่ามองโกลก็ได้โจมตีเผ่าเคอเรอิตจนเผ่าเคอเรอิตพ่ายแพ้ บางส่วนหนีไปอยู่ที่เผ่าไนแมนส์ ในปี พ.ศ. 1747 (ค.ศ. 1204) เตมูจินข่านมีอายุได้ 42 ปี ได้ทำศึกกับเผ่าไนแมนส์ (เป็นครั้งที่ 2) จนเผ่าไนแมนส์พ่ายแพ้หลังจากนั้นเผ่ามองโกลก็ได้โจมตีเผ่าต่างๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้นจนไม่มีเผ่าอื่นใดอีกนอกจากเผ่ามองโกลที่เป็นใหญ่ ในปี พ.ศ. 1749 (ค.ศ. 1206) เตมูจินข่านได้รับชื่อใหม่เป็น เจงกิสข่าน และได้เปลี่ยนจากเผ่ามองโกลเร่ร่อนมาเป็นอาณาจักรมองโกล มีการกำหนดกฎหมายขึ้น และยังได้คิดอักษรภาษามองโกลขึ้นเป็นของตนเอง [แก้] ความเป็นมาของกฎหมายสูงสุดเนื่องจากชนเผ่าเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ซึ่งแตกต่างกันทั้งขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ การนับถือทางศาสนาและอุดมการณ์ ได้มาร่วมเป็นพันธมิตรอาสัยอยู่กับชนเผ่ามองโกลของเจงกีสข่าน ปัญหาสำคัญก็คือทำอย่างไรถึงจะปกครองชนเหล่านี้ให้อยู่ในระเบียบวินัยอันดีได้ เพราะเดิมชนเผ่าต่างๆ ส่วนใหญ่ต่างมีอิสระปฏิบัติตามกฏของเผ่าตนเอง ด้วยเหตุดังกล่าว เจงกิสข่านจึงได้ตรากฎหมายขึ้นและประกาศใช้เป็นกฎหมายปกครองอาณาจักรมองโกล เรียกว่า กฎหมายแม่บทยัสซาเจงกิสคานิ กฎหมายหลักนี้เขาได้ตราขึ้นโดยผสมผสานกับกฏเกณฑ์ของแต่ละเผ่าที่เคยบัญญัติไว้ จุดมุ่งหมายสำคัญก็คือ ให้คนส่วนใหญ่ดำรงซีวิตอยู่รวมกันอย่างสงบสุข และมีสันติภาพอย่างแท้จริง กฎหมายดังกล่าวนอกจากมีผลเกี่ยวกับการปกครองด้านการทหารแล้วยังมีผลทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ตั้งแต่พื้นฐานทั่วไปของชนเผ่าตั้งแต่ระดับล่างขึ้นไป เช่น ผู้มีความผิดขโมยและการคบชู้มีโทษถึงประหารชีวิต [แก้] เจงกิสข่านหลังจากได้รับตำแหล่งเจงกิสข่าน เจงกิสข่านก็ได้ทำการขยายอาณาจักรโดยสามารถพิชิตอาณาจักรเหลียว อาณาจักรซีเซี่ยและอาณาจักรจิน "หรือเมืองกิม" ปีคริสต์ศักราช 1219 เจงกิสข่านก็เริ่มยกทัพไปทางตะวันตกถึงเอเชียกลางและยุโรป และได้พิชิตไปทั่วทวีปเอเซีย เอเซียกลางจนถึงทวีปยุโรป ต่อมาปีคริสต์ศักราช 1227 เจงกิสข่านสวรรคตด้วยอาการประชวรระหว่างเดินทัพ ขณะมีพระชนมายุ 65 พรรษา สุสานของพระองค์อยู่ที่ใดยังคงเป็นปริศนากระทั่งถึงทุกวันนี้ [แก้] การสู้รบระหว่างมองโกลกับอียิปต์ฮูลากู ปกครองอาณาจักรมองโกลอิลข่านตอนช่วงนี้อยู่ระหว่างสมัยของมังกุข่าน นอกจากนั้นแล้วเขายังเป็นคนที่คุ้มดีคุ้มร้ายด้วย โดกุซ คอดูน ภรรยาของเขาซึ่งเป็นคริสเตียนในเผ่าเคเรสต์จึงเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีอิทธิพลในราชสำนัก ในปี ค.ศ. 1258 ฮูลากูได้ยกทัพมาทำลายนครบัฆดาดจนราพณาสูร และประชาชนชาวบัฆดาดทุกคนยกเว้นคริสเตียนถูกฆ่าตายหมด หลังจากนั้น ฮูลากูก็ถอนทัพกลับไปยังเมืองหลวงใกล้ทะเลสาบอูรมีอะฮฺในทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิรอน โดยมอบความไว้วางใจในการปฏิบัตการทางทหารในขั้นต่อไปให้กับขุนทัพเจนศึกของเขาชื่อ คิตบูกา เป็นผู้รับผิดชอบ หลังจากนั้นดินแดนและเมืองต่างๆ ของมุสลิมถูกพวกมองโกลตีรุกครั้งแล้วครั้งเล่าและสถานการณ์ของประเทศมุสลิมในเอเชียตะวันตกก็มีทีท่าว่าจะเลวร้ายยิ่งขึ้น เพราะปรากฏว่าพวกมองโกลและพวกคริสเตียนได้รวมกำลังกันเข้ารุมตีมุสลิม ดังจะเห็นได้จากเมื่อตอนที่พวกมองโกลยกทัพมาทำลายเมืองบัฆดาดนั้น กษัตริย์คริสเตียนแห่งจอร์เจีย และอาร์เมเนียก็มีส่วนร่วมด้วย และในตอนที่กองทัพของพวกเหล่านี้ยกเข้ามาในซีเรียนั้น พวกมองโกลก็ได้เสนอให้พวกครูเสดเป็นพันธมิตรกับตนในการต่อสู้กับมุสลิม อาศัยความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของตนเอง พวกมองโกลมีปรัชญาการเมืองอย่างง่ายๆ ว่า เพื่อนของตนจะต้องเป็นบริวารของตน และคนที่ไม่ยอมเป็นบริวารนั้นคือศัตรู กษัตริย์แห่งจีออร์เจียและอาร์มีเนียได้ยอมรับอธิปไตยของพวกมองโกล แต่พวกขุนนางคริสเตียนไม่ยอมรับสภาพเช่นนั้นด้วย พวกขุนนางเหล่านี้ได้สังเกตว่าพวกมองโกลนั้นคิดแต่จะพิชิตซึ่งท่าเดียว และพวกนี้ก็เคยทำทารุณกับคนคริสเตียนในทางยุโรปตะวันออกเหมือนกับที่เคยทำกับคนมุสลิมมาแล้ว นอกจากนั้น พวกขุนนางคริสเตียนยังได้สังเกตเห็นว่า พวกเจ้าชายและเจ้าหญิงมองโกลซึ่งเป็นคริสเตียนนั้นเป็นพวกนิกายเนสโทเรียนและมีทีท่าว่าจะสนับสนุนพวกกรีกออร์โธดอกซ์ในการต่อต้านพวกโรมันคาทอลิก เมื่อรู้ดังนี้ พวกครูเสดจึงถอนตัวออกจากความเป็ฯพันธมิตรกับพวกมองโกล กองทหารของคิตบูกาและกองทหารคริสเตียนแห่งจอร์เจีย อาร์เมเนีย และอันติออค ได้รุกเข้าไปในซีเรียและฟิลิสตีน (ปาเลสไตน์) โดยมีพวกคริสเตียนในท้องถิ่นให้กานสนับสนุน นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 ที่มุสลิมในอาณาเขตนี้พบว่าตัวเองกลายเป็นคนกลุ่มน้อยที่กำลังถูกกดขี่ปราบปราม ดังนั้น พวกนี้จึงคิดที่จะต่อต้านแก้แค้นพวกมองโกลขึ้นมาบ้าง ถึงแม้ความหวังจะน้อยก็ตาม แต่พวกมุสลิมเองก็ยังมีความคิดที่จะต่อต้านมองโกลอยู่ ในทางตะวันตกขณะนั้น ปรากฏว่าอียิปต์ซึ่งมีสภาพคล้ายกับรัฐทหารภายใต้การนำของ ซัยฟุคดีน กุตูซ ได้กลายเป็นแหล่งลี้ภัยของพวกมุสลิมที่หลบลี้หนีภัยมาจากที่ต่างๆ ทั้งนี้รวมทั้งบรรดาหัวหน้าเผ่าต่างๆ และบรรดาทหารทั้งหลายด้วย อัยบัค ซึ่งเป็นพวกมัมลู้กและเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์มัมลู้ก (หรือราชวงศ์ทาส) แห่งอียิปต์ขึ้น ได้ปกครองอียิปต์ตั้งแต่ ค.ศ. 1250-1257 หลังจากที่เกิดสภาวะว่างผู้นำอยู่ระยะหนึ่ง ในปี ค.ศ. 1259 กุตูซ ซึ่งเป็นมัมลู้กอีกคนหนึ่งก็ก้าวขึ้นมามีอำนาจ กุตูซเป็นคนที่กล้าหาญและเฉลียวฉลาด และได้รับการฝึกการอบรมมาจากโรงเรียนทหารของ อัสซอลิฮฺ อัยยูบ ในสามเหลี่ยมลุ่มแม่นํ้าไนล์ นอกจากตัวเขาแล้ว หัวหน้าที่ปรึกษาของเขาคือ บัยบัรฺ อัล-บันดุคดารี ซวึ่งเป็นพวกมัมลู้กอีกคนหนึ่งยิ่งมีความกล้าหาญและเหี้ยมเกรียมยิ่งกว่าเขาเสียอีก ทั้ง 2 คนได้รับบรรดาพวกที่หนีภัยมาไว้ทั้งหมด เพราะพวกเขากำลังต้องการกำลังทหาร จริงอยู่ ถึงแม้นักรบมัมลู้กจะเป็นนักรบที่มรประสิทธิภาพก็ตามแต่ก็มีจำนวนน้อย แต่ทหารที่หนีมาจากซีเรียและแม้แต่ที่หนีมาจากอาณาจักรควาริซมีก็ยอมอยู่ใต้ผู้นำมัมลู้ก ดังนั้น กุตูซจึงมีกำลังรบพร้อมที่จะรับมือกับพวกมองโกลถ้าหากว่าพวกนั้นยกมา พวกมองโกลเข้ามาเร็วเกินกว่าที่กุตูซคาดไว้ ขณะที่ทหารจากเมืองต่างๆ กำลังทยอยเข้ามาหลบภัยในอียิปต์นั้น พวกมองโกลได้ส่งทูตของตนเข้ามายื่นคำขาดให้ผู้ปกครองอียิปต์ยอมจำนนต่อพวกตน กุตูซ จึงได้เรียกประชุมสภาขุนศึกทันที นะซีรุดดีน คอยมารี ซึ่งเป็นทหารชาวซีเรียคนหนึ่งและรู้จักพวกมองโกลเป็นอย่างดีได้เสอให้รบกับพวกมองโกล เพราะเขารู้ดีว่าพวกมองโกลนั้นจะทำสัญญาก็เพื่อให้ข้าศึกตายใจเท่านั้น บัยบัรฺก็เห็นด้วยกับความคิดนี้อย่างเต็มที่ หลังจากที่ตกลงกันแล้ว กุตูซก็ได้รับมอบอำนาจเต็มในการที่จะจัดการกับพวกมองโกล หลังจากการประชุม กุตูซและบัยบัรฺได้ปรึกษาหารือเป็นการส่วนตัวตามลำพังเพียง 2 คน เพราะเขายังสงสัยว่าพวกซีเรียจะยืนอยู่ได้นานขนาดไหนเมื่อต้องประจัญหน้ากับพวกมองโกล และจะทำอย่างไรในอันที่จะป้องกันมิให้พวกทหารซีเรียหนีศึก บัยบัรฺจึงเสนอความคิดหนึ่งขึ้นมา และกุตูซก็ยอมรับ วันรุ่งขึ้น ชาวเมืองไคโรก็ได้เห็นศพคนนำสารของพวกมองโกลถูกแขวนอยู่ 4 มุมเมือง เมื่อพวกซีเรียเห็นก็รู้ทันทีว่าขณะนี้กุตูซได้ท้าทายพวกมองโกลโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันแล้ว และพวกซีเรียก็รู้ดีว่าพวกตนจะต้องรบกับพวกมองโกลอย่างไม่มีทางเลี่ยงแน่ เพราะถึงจะหนีไปไกลถึงฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก พวกมองโกลก็จะต้องตามไปฆ่าพวกตนเป็นการแก้แค้นแน่นอน ดังนั้พวกซีเรียจึงตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับพวกมองโกลอย่างเต็มที่ แต่ก็มีพวกหัวหน้าบางคนเท่านั้นที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับพวกมองโกล และกุตูซก็ยอมให้พวกขี้ขลาดเหล่านี้หนีไปทางตะวันตกหรือทางใต้ ขณะที่ยังมีเวลา แต่ก็มีเงื่อนไขว่าจะต้องทิ้งทหารของตนไว้ที่อียิปต์ กุตูซจัดการเตียมทัพอย่างรวดเร็ว โดยให้บัยบัรฺคุมกองทัพส่วนหนึ่งพร้อมกับทหารม้ามัมลู้กเป็นกองระวังหน้า ส่วนกุตูซคุมกองกำลังทหารมัมลู้กส่วนที่เหลือพร้อมกับทหารอื่นๆ ที่หนีมาหลบภัยในอียิปต์มุ่งหน้าจากโอซุสสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อเขามาถึงพรมแดนอียิปต์พวกทหารและผู้คนที่หนีมาก็ปฏิเสธที่จะเดินหน้าต่อไป เพราะพวกนี้ต้องการที่จะให้ต่อสู้กับพวกมองโกลในอียิปต์ กุตูซรู้สึกโกรธมาก แม้เขาจะทั้งขู่ทั้งปลอบอย่างไรก็ตามก็ไม่บังเกิดผล ดังนั้น เขาจึงประกาศว่า เขาจะต่อสู้กับพวกศัตรูนอกศาสนาด้วยกองกำลังของเขาเอง และถ้าหากใครผู้ใดต้องการที่จะหนีไปไหนก็มีสิทธิที่จะมำได้ หลังจากนั้นเขาก็พาทหารมัมลู้กเดินทัพมุ่งหน้าออกไปทันที พวกซีเรียและพวกอื่นๆ ส่วนหนึ่งที่เกิดความรู้สึกละอายใจ และส่วนหนึ่งเกิดความรู้สึกที่ประททับใจในความเป็นผู้นำของกุตูซจึงได้ตามเขาไป ในไม่ช้ากองทัพของกุตูซก็มาถึงหน้ากาซา โดยปกติแล้วพวกมองโกลนั้นจะเคลื่อนที่เร็วกว่าศัตรูของตนเสมอแต่ตอนนี้ กุตูซได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเร็วกว่า ดังนั้น กองทัพย่อยของพวกมองโกลจึงได้ถอนตัวออกจากกาซาเพื่อถอยไปรวมพลกับกองทัพหลัก เนื่องจากพวกคริสเตียนอนุญาตให้เดินทัพผ่านเขตแดนของตนได้ ดังนั้นกุตูซจึงได้เดินทัพเลียบไปตามชายฝั่งขึ้นไปยังซีซาเรีย (Caesarea) แล้วเลี้ยวมาทางตะวันออกผ่านหุบเขาแห่งแม่นํ้า "ไคซอน" ข้ามทุ่งราบเมกิดโดและเข้าไปยังแม่นํ้าญาลูต กองทหารม้าเคลื่อนที่เร็วของบัยบัรฺได้เข้าโจมตีค่ายของพวกมองโกลและสามารถยังความเสียหายให้แก่พวกมองโกลได้ส่วนหนึ่ง หลังจากนั้นจึงได้ถอนตัวกลับมายังกองทัพของตนซึ่งตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของอัยน์ ญาลูต (ตานํ้าญาลูต) ซึ่งเป็นต้นนํ้าของแม่นํ้าญาลูต ส่วนคิตบูกา ซึ่งอยู่ที่บาลาบัคในซีเรียได้เคลื่อนทัพลงมาตามถนนระหว่างภูเขาเลบานอนและแอนตี้เลบานอน ผ่านเมืองซาเฟตและเรื่อยลงมาตามหุบเขาจอร์แดน เมื่อมาถึงแม่นํ้าบัยซาน เขาได้เลี้ยวมาทางตะวันตกและมุ่งตรงไปยังหุบเขาญาลูตเพื่อไปเผชิญกับพวกอียิปต์โดยมรแม่นํ้าบัยซานอยู่ทางด้านหลัง ในบริเวณหุบเขาแคบๆ ซึ่งมีภูเขากิลบัวปิดล้อมอยู่ทางด้านใต้และแม่นํ้าญาลูตอยู่ทางด้านเหนือนี้แหละที่กองทัพของทั้ง 2 ฝ่ายได้มาเผชิญหน้ากัน ฝ่ายหนึ่งคือพวกมองโกลซึ่งพิชิตอาณาจักรต่างๆ มาแล้วเป็นจำนวนมากมาย และอีกฝ่ายหนึ่งคือพวกมัมลู้ก ทายาทที่สืบทอดจิตใจการต่อสู้ของอัส-ซอลิฮฺ อัยยูบ และเป็นกองทัพที่มีประสิทธิภาพที่สุดของอิสลามซึ่งไม่เคยหวั่นกลัวต่อสิ่งใดๆ (เว้นแต่อัลลอฮฺ) ในครั้งนั้นพวกมัมลู้กซึ่งเป็นแกนนำของกองทัพอียิปต์มีกำลังคนเพียง 12,000 คนเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับกองกำลังอันมากมายมหาศาลของพวกมองโกลแล้ว กองทัพของอียิปต์ก็ยังเหมือนกับลูกแกะที่อยู่กลางฝูงหมาป่านั่นเอง ระบบทหารของพวกมองโกลนั้นเป็นระบบง่ายๆ ซึ่งคล้ายๆ กับสภาพการดำรงชีวิตในท้องทุ่งของพวกตนนั่นเอง ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาพวกมองโกลเป็นพวกที่เร่ร่อนทำมาหาดินอยู่ตามทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลในเอเชียกลาง กินไขมันและนมม้าเป็นอาหารประจำ ร่งกายจึงกำยำลํ่าสัน ดังนั้น พวกนี้จึงไม่รู้จักกับคำว่าสิ่งกีดขวาง พวกมองโกลรู้จักการข้ามแม่นํ้าด้วยการใช้ถุงหนังที่พองลมเป็นเครื่องพยุงตัวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และด้วยเหตุที่มีชีวิตความเป็นอยู่ง่ายๆ ดังนั้นพวกมองโกลจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องมีการจัดระเบียบสังคม เจงกิสข่านเองก็ใช้ยุทธศาสตร์ลักษณะประจำชาติง่ายๆ นี้ในการทำศึก กล่าวคือ เมื่อเกิดศึกสงครามขึ้นมา พวกมองโกลก็จะกลายสภาพมาเป็นทหารภายใต้บังคับบัญชาของเขาทุกคน พวกมองโกลขี่มาเก่งมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นจึงมีความสามารถในการเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและมักจะเข้าโจมตีข้าศึกโดยวิธีการบีบทางด้านข้างแล้วก็ปลีกตัวออก อาวุธที่พวกมองโกลใช้คือธนูซึ่งยาวกว่าปกติและสามารถยิงได้ระยะไกล พวกมองโกลจึงใช้ธนูให้เป็นประโยชน์โดยจะยิงข้าศึกจากระยะไกลจนข้าศึกแตกระสํ่าระสายเสียก่อนแล้วจึงเข้าตี นอกจากนั้นแล้ว พวกทหารม้าขมังธนูมองโกลยังมีม้าสำรองที่บรรทุกอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการทำสงครามติดตาทเป็น "คลังแสงเคลื่อนที่" ด้วย ถ้าหรม้าตัวหนึ่งตัวใดถูกฆ่าหรือได้รับบาดเจ็บหรือเหนื่อยพวกมองโกลก็จะใช้ม้าสำรองแทน และขณะเดียวกันม้าสำรองเหล่านี้ก็จะกลายเป็น "เสบียงที่มีชีวิต" ของพวกมองโกลไปในตัวด้วหากต้องอยู่ในสภาพฉุกเฉิน หากจะกล่าวโดยสรุปแล้ว องค์ประกอบในความเป็นทหารของพวกมองโกลก็คือ ความสามารถขี่ม้าได้อย่างคล่องแคล่ว และยิงธนูได้อย่างแม่นยำในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ผู้ที่จะสามารถต่อกรกับพวกมองโกลได้ก็ต้องมีคุณสมบัติดังกล่าวทัดเทียมกับพวกมองโกลและระหว่างทะเลญี่ปุ่นไปจนถึงพรมแดนออสเตรียก็ยังหาคนที่มีคุณสมบัติเช่นนั้นไม่พบเสียด้วยนอกจากกุตูซ และพวกมัมลู้ก พวกมัมลู้กแห่งอาณาจักรอัยยูบนั้นมีเชื้อสายเติร์ก และเป็นพวกที่เร่ร่อนอยู่ในทุ่งหญ้าเอเชียกลาง ทุกคนขี่ม้าเก่งและรู้จักการใช้ธนูมาตั้งแต่ยังเด็ก นอกจากนั้นแล้วยังได้รับการฝึกอบรมมาให้มีระเบียบวินัยเคร่งครัด แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว พวกมองโกลยังมีความได้เปรียบทางด้านอาวุธอยู่ เพราะธนูของพวกมองโกลมีขนาดยาวกว่าและสามรถยิงได้ไกลกว่าธนูของพวกมัมลู้ก กุตูซรู้ถึงความเสียเปรียบนี้เป็นอย่างดี และเขาก็ไม่บ้าบิ่นหรือมุทะลุอย่างที่คิตบูกาคิดไว้ ดังนั้น ในในหุบเขาญะลูตแคบๆ นี้เองชนสองเผ่าที่มาจากทุ่งหญ้าในเอเชียกลางได้มาเผชิญซึ่งกันและกัน (ที่จริงในเนื้อหามันมีแผนที่, ลักษณะกองทัพ, การจัดทัพอยู่ด้วย) ทางตอนใต้ของหุบเขาญาลูตซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างธารนํ้าและภูเขากิลบัวนั้นมีความกว้าง 2 ไมล์ หุบเขานี้จะยาวไปทางตะวันออกเฉียงใต้จนกระทั่งไปรวมกับหุบเขาจอร์แดนซึ่งอยู่ไกลออกไป 35 ไมล์ ดังนั้นพวกมองโกลจึงเผชิญหน้าพวกอียิปต์ในช่องเขาซึ่งกว้างพอที่พวกมัมลู้กจะตรึงกำลังไว้ได้ขณะเดียวกัน พวกมองโกลซึ่งมีกำลังมากกว่าต้องออกไปแออัดกันและไม่มีที่พอที่จะเคลื่อนไหวได้สะดวกความเฉลียวฉลาดในการเลือสมรภูมิของกุตูซนั้นทำให้ปีกทั้งสองของกองทัพของเขาปลอดภัยจากการถูกโจมตีโดยทหารม้าของพวกมองโกล และคิตบูกาเองก็มีความเชื่อมั่นเสียเหลือเกินว่า เขาคงจะบดขยี้มุสลิมได้โดยง่ายจนไม่จำเป็นที่จะต้องโอบปีกตี หรือใช้ทหารม้าหน่วยย่อยเข้าตีลวงตามตำรับของพวกมองโกล แต่ก็จะไปประมาณคิตบูกาทั้งหมดไม่ได้ ทั้งนี้เพราะการที่พวกมัมลู้กได้เลือกชัยภูมิก่อนนั้นเป็นการปิดโอกาสมิให้พวมองดกลสามารถเข้าตีทางด้านปีกตามความถนัดได้ กุตุซได้ให้ทหารม้าของเขาจัดแนวรบขึ้น โดยให้แนวรบด้านหน้าประกอบด้วย หน่วยทหารซีเรียและทหารควาริซมี โดยมีหน่วยทหารราบมัมลู้กคุ้มกันเป็นหน่วยๆ อีกชั้นหนึ่ง ส่วนแนวที่สองประกอบด้วยทหารราบมัมลู้กแปรขบวนเป็นแถวหน้ากระดานอยู่ระหว่างหน่วยทหารมัมลู้กและทหารซีเรีย ส่วนแนวรบด้านหลังสุดเป็นทหารม้าภายใต้การบังคับบัญชาของบัยบัรฺ กุตูซเป็นผู้บังคับบัญชากองทหารมุสลิมทั้งหมดเหมือนกับที่คิตบูกาควบคุมพวกมองโกล พวกผู้นำซีเรียมีความเหก็นว่าเป็นเรื่องไม่ถูกที่เอากองทหารที่มิใช่อียิปต์ซึ่งอ่อนแอไปวางไว้ข้างหน้าเพื่อต้านการบุกของพวกมองโกล แต่เรื่องนี้ กุตูซและบัยบัรฺได้ปรึกษาหารือกันและวางแผนไว้อย่างรอบคอบแล้ว พวกมองโกลเป็นผู้เปิดฉากรบก่อนตามแบบฉบับ โดยใช้ทหารม้าขมังธนูควบม้าเข้ามายิงะนูใส่กองทหารมุสลิมระลอกแล้วระลอกเล่าแล้วก็ถอยกลับไปก่อนที่จะเข้ามาถึงระยะรัศมีธนูของทหารฝ่ายมุสลิม ด้วยความที่กลัวพวกมองโกลมาก่อน ประกอบกับไม่สามารถตีโต้และได้รับความเสียหายจากธนูของฝ่ายตรงข้ามทำให้ทหารแนวหน้าของมุสลิมเริ่มปั่นป่วน นายทหารที่ทำหน้าที่บังคับบัญชาอยู่ได้พยายามที่จะคุมกำลังไว้ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะทหารแตกกระจายและบางคนเริ่มวิ่งหนีออกจากสนามรบ อย่างไรก็ตาม พวกทหารที่มิใช่ชาวอียิปต์ก็มิได้ทำให้ทหารราบมัมลู้กที่อยู่ทางด้านหลังต้องประสบความยุ่งยาก เพราะระหว่างแนวหน้ากับแนวที่สองนั้นยังมีช่องว่างพอที่จะให้ทหารในแนวหน้าหนีวิถีลูกธนูของพวกมองโกลได้ เมื่อเห็นทหารศัตรูแตกทัพและวิ่งหนี คิตบูกา ก็สั่งให้ทหารของตนตามตีทันที การโจมตีของพวกมองโกลเป็นไปอย่างหนักหน่วงและสามารถส้างความเสียหายให้แก่ทหารซีเรียอย่างหนัก คิตบูกาจึงคิว่าเขาชนะศึกแล้ว แต่เมื่อเขานำทัพตามติดเข้ามาเขาก็พบว่าตัวเองได้หลงเข้ามาติดกับเสียแล้ว เมื่อพวกทหารซีเรียซึ่งเป็นแนวหน้าเกิดความปั่นป่วนและถอยหนีนั้น ปีกทั้งสองข้างของกองทหารมัมลู้กซึ่งมีภูเขากิลบัวและแม่นํ้าญาลูตเป็นแนวป้องกันอยู่ยังคงตั้งมั่นอย่างไม่หวั่นไหว และแนวที่สองของอียิปต์ซึ่งประกอบด้วยพวกมัมลู้กภายใต้การบังคับบัญชาของ กุตูซก็สามารถยันการรุกของพวกมองโกลไว้ได้ ดังนั้นการรุกหน้าของพวกมองโกลจึงช้าลงขณะเดียวกันก็เริ่มตกอยู่ในวงล้อมของพวกซีเรียที่กำลังล่าถอยด้วย (อลหม่านน่าดู) หลังจากนั้นพวกมัมลู้กก็เริ่มจัดขบวนปิดล้อมทหารพวกมองโกลอีกชั้นหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้เนื้อที่การสู้รบของพวกมองโกลแคบลงจนเคลื่อนไหวไม่สะดวกและไม่สามารถใช้อาวุธของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เนื่องจากพวกมองโกลถือว่าพวกตนมีกำลังมากกว่าพวกมองโกลจึงไม่ยอมถอย พวกอียิปต์จึงสาดฝนธนูเข้าใส่พวกมองโกลอย่างไม่ยั้งมือ ด้วยกลยุทธ์นี้ กุตูซไม่เพียงแต่จะทำให้พวกมองโกลตกเข้ามาอยู่ในรัศมีการสังหารด้วยลูกธนูของพวกอียิปต์เท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้กองทหารม้าเคลื่อนที่เร็วที่สุดในสมัยกลางต้องมีสภาพเหมือนกับคนที่กำลังจะเป็นอัมพาตไป หลังจากนั้นสถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ เมื่อพวกมุสลิมซีเรียเห็นว่าพวกตนกำลังหลุดรอดปลอดภัยจากการถูกตามสังหารแล้ว พวกนี้ก็เริ่มรวมพลกันอีกครั้งหนึ่งแล้วกลับเข้าสู่สมรภูมิช่วยหนุนพวกมัมลู้กเข้าตีฝ่ายมองโกลจนล่าถอยไป อย่างไรก็ ตามนี่ยังไม่ใช่การสิ้นสุดศึก ตลอดการสงครามอันตึงเครียด บัยบัรฺกับกองทหารม้ามัมลู้กของเขาต่างจดๆ จ้องๆ ด้วยความกระวนกระวาย เมื่อศึกบยกแรกสิ้นสุดลง บัยบัรและทหารของเขาจึงได้คลายความกระวนกระวายลง บัยบัรฺนั้นเป็นคนที่ดุดันเหี้ยมเกรียมตลอดชีวิตของเขานั้น เขามิเคยขอหรือให้ความกรุณากับใคร เขาต้อนพวกมองโกลให้ถอยร่นไปยังหนองบึงบัยซาน หลังจากนั้นก็สั่งให้ทหารตารมเด็ดชีวิตศัตรูให้มากที่สุด พวกมองโกลที่หนีภัยไปหลบอยู่ในพงอ้อถูกเผาตายนับเป็นพันๆ คน อีกส่วนหนึ่งที่หนีไปก็ถูกไล่ต้อนไปจนมุมที่แม่นํ้าจอร์แดน และถูกฆ่าตายไปจำนวนมาก แต่ บัยบัรฺจะมิได้เป็นบัยบัรฺถ้าหากว่าเขาหยุดอยู่แค่นั้น จากแม่ฯํ้สจอร์แดนเขาได้พากองทหารของเขาออกติดตามรบรันพันตูกับข้าศึกอย่างดุเดือด ตลอกระยะทาง 300 ไมล์ที่เขาติดตามศึกนั้น เขาตามเข่นฆ่าพวกมองโกลทุกคนที่เขาพบเห็นอย่างไม่ปราณี มีแต่พวกที่ลอยข้ามแม่นํ้ายูเฟรตีสไปได้เท่านั้นที่หลุดรอดจากการเอาชีวิตของเขา หลังจากนั้นไม่นาน บัยบัรฺ อัล-บันดุคดารี ก็ได้กลายเป็นสุลฏอนมัมลู้กที่มีชื่อเสียงที่สุดของอียิปต์ คิตบูกาถูกจับได้ในสนามรบ ก่อนที่เขาจะถูกสังหาร เขาได้กล่าวทายล่วงหน้าเอาไว้ว่า ทันทีที่ Hulaku รู้ข่าวเรื่องศึกที่อัยน์ ญาลูต นี้เข้าแผ่นดินมุสลิมระหว่างแม่น้ำยูเฟรติสและแม่นํ้าไนล์จะต้องสั่นสะเทือนไปด้วยการเดินทัพอันมหึมาของ Hulaku และในกระเป๋าอานม้าของพวกมองโกลนั้นจะเต็มไปด้วยทรายจากแผ่นดินอียิปต์ แต่อย่างไรก็ตาม นายของคิตบูกาก็ไม่มีโอกาสได้มุ่งหน้ามาทางตะวันตก เพราะมองคา ข่าน ผู้ยิ่งใหญ่ได้เสียชีวิตลงและกุบไลข่าน น้องชายของ Hulaku กับอาริคโบกาได้ต่อสู้แก่งแย่งกันเพื่อที่จะก้าวขึ้นมาเป็นข่านผู้นำ Hulaku ต้องการที่จะอยู่ใกล้ๆ คาราโครัม เผื่อที่จะกระโดดเข้าไปเล่นเกมส์ชิงความเป็นผู้นำกับเขาด้วยถ้าหากโอกาสเอื้ออำนวย นอกากนั้นแล้ว พวกหัวหน้าเผ่ามองดกลในทรานสโอเซียนาก็ได้กลายมาเป็นมุสลิมขณะที่พวกมองดกลที่เข้าไปตียุโรปในทางตอนใต้ของรัสเซียได้เกิดความเห็นใจมุสลิมและเริ่มรุกเข้าไปในเขตแดนของ Hulaku ดังนั้น Hulaku จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะยกทัพมาตีข้าศึกของเขาในอียิปต์ เพราะต้องคอยป้องกันพรมแดนทางด้านเหนืออยู่ อาณาจักรของ Hulaku คือ "อาณาจักรอิลข่าน" สงครามอัยน์ ญาลูต เป็นสงครามที่สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ชัยชนะของพวกมัมลู้กได้ช่วยปกป้องคุ้มครองอิสลามให้รอดพ้นจากการข่มขู่คุกคามที่อันตรายที่สุดที่มุสลิมเคยพบมาถ้าหากว่าพวกเขามองโกลสามารถตีอียิปต์ได้ ทางด้านตะวันออกของโมร็อกโคก็จะไม่มีรัฐมุสลิมหลงเหลืออีกเลยถ้าหากพวกมองโกลสามารถครอบครองฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางด้านตะวันออกและด้านใต้ได้ พวกทมองโกลก็อาจจะตกอยู่ใต้อิทธิพลคริสเตียน แล้วถ้าหากพวกมองโกลดำเนินรอยตามเจ้าชายคริสเตียนอย่างวเช่นคิตบูกา ศาสนาคริสต์ก็อาจจะมารุ่งโรจน์อยู่ตรงใจกลางของแผ่นดินอิสลามได้ ดังนั้น การสงครามที่อัยน์ ญาลูต จึงหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางเดินของกระแสประวัติศาสตร์อิสลามทั้งในแง่ของศาสนาและในแง่ของการทหารด้วย หลังจากนั้นพวกมัมลู้กได้เข้ายึดครองฟิลิสตีน (ปาเลสไตน์) ซีเรีย อิร็อก (อิรัก) ตะวันตก และอนาโตเลียทางตอนใต้ไว้ และพวกมองโกลหลังจากที่ได้นั่งอยู่บนรั้วตรงกลางระหว่างอิสลามกับคริสเตียนอยู่เป็นเวลานานแล้ว ก็ได้มาเข้าฝ่ายมุสลิมอยู่ที่นั่นในที่สุด [แก้] สงครามต้าหลี่ในเดือนกรกฎาคม ปี 1252 เจ้าชายคูบิไลได้รับพระราชโองการของมังกุข่านให้เคลื่อนทัพโจมตีอาณาจักรต้าหลี่ แต่เจ้าชายคูบิไลก็มิได้เคลื่อนทัพทันทีจนกระทั่งถึงเดือนกันยายน ปี 1253 ทรงใช้เวลาเตรียมทัพอย่างเต็มที่ พระองค์ทรงเชื่อว่ากองทัพของพระองค์ต้องพร้อมที่จะเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ ทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียง การทำสงครามกับอาณาจักรต้าหลี่ ในช่วงปลายฤดูร้อน ปี 1253 เจ้าชายคูบิไลเริ่มกรีธาทัพจากเมืองหลิน-เตา ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของฆฌฑลเชนสีมุ่งตรงไปยังทางทิศใต้ถึงที่ราบยูนนาน พระองค์และกองทั |